วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

ปากกา ๓ รส




ปากกา ๓ รส ว่ากันไปทางใครทางมัน นะขอรับ
ยังยืนยันทรามใจ..แก้กฏหมาย ๑๑๒......!!
๐ โอ้อกเอ๋ย..อกจะแตกให้แหลกตาย
เหมือนแสลงกฏหมายร้อยสิบสอง
กูมิอาจร่ายคําอันลําพอง
เขียนนํ้าคลองนํ้าครําอยู่รํ่าไป
๐ กูสูญสิ้นจินตนาจะหาแดก
เขียนมันทุกแตกแยก..ไม่แปลกใหม่
สรรพบทหมู,หมา..ฤๅสาใจ
กูหมายมั่นบันไดจะปีนฟ้า
๐ ต้องแก้นะ..ต้องแก้ร้อยสิบสอง
เพื่อก้าวล่วงจองหอง..ปรารถนา
มันอึดอัดอํานาจแห่งมาตรา
ไม่รู้สึกรู้สาพระการุณ
๐ แถลงการณ์ซํ้าแล้วก็ซํ้าเล่า
เสนอหน้าเก่าเก่าก็หลายรุ่น
ดังดังดับดับ..บ้างคุ้นและไม่คุ้น
เสมอทราม..เนรคุณพระเจ้าแผ่นดิน
๐ โอ้อกเอ๋ย..อกจะแตกให้แหลกลาญ
กูหมายใจสามานย์ไม่รู้สิ้น
กูหมายมั่นเปลี่ยนปลดกฏกบิล
แม้เจตจินต์ตํ่าทรามก็ตามที
............................
..เพลงผ้า..
หนึ่งเสียง..ขอดํารงไว้ซึ่งกฏหมาย ๑๑๒ ตราบนิรันดร์







สหรัฐฯ กับ UN มายุ่งเรื่อง ม.๑๑๒ ทำไม โง่ถูกคนไทยหลอกหรือซื่อบริสุทธิ์
และข้อเท็จจริงที่ควรรู้จริงๆ ของ ม.๑๑๒ รวมถึงเรื่องย่อ "อากง"
โดยพลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ เมื่อ 13 ธันวาคม 2011 เวลา 21:24 น.

กรณีที่มีเจ้าหน้าที่บางคนในหน่วยงานเล็กๆ ของสหประชาชาติและประเทศสหรัฐอเมริกาออกมาพูดถึงป.อาญา
ม.๑๑๒ ว่า “ไม่ควรมี” นั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างรบกวนจิตใจคนไทยทั้งประเทศพอสมควร ผมพยายามสงบจิตใจ
ปเที่ยว ไปดูหนังฟังเพลง ก็พบก็เจอแต่คนพูดเรื่องนี้มาตลอด เมื่อเอามารวมกับเรื่อง “อากง” ที่กลุ่มบุคคลมีปม
ด้อยตั้งฉายาให้คนแก่กะโหลกกะลาคนหนึ่ง คนไทยกลุ่มนี้อยู่สบายจนไม่รู้จักว่า “สิ้นชาติแล้วจะเป็นอย่างไร”
หรือบางคนก็ “ถ่ายภาพโป๊” เลี้ยงชีวิตไปเรื่อยๆ บางคนก็ใช้อินเตอร์เน็ตหลอกผู้หญิงมาปล้ำ, บางคนก็เอาลูก
ศิษย์มาเป็นเมีย, บางคนมาหาเงินโดยวิธีขอสปอนเซอร์, บางคนอาศัยบารมีพ่อแม่มาตลอด ไม่รู้ว่าโลกจริงๆ มัน
เป็นอย่างไร ถูกเขาหลอกมาเป็นเครื่องมือฯลฯ วันนี้ความสงบในจิตใจของผมก็หายไปครับ อุตส่าห์ไม่เขียนเรื่อง
การเมืองแล้ว ยังต้องมาเขียนเรื่อง ม.๑๑๒ แทนอีก เพราะอดใจไม่ได้ ถ้าไม่เขียนแล้วต้องอึดอัดใจตายแน่ๆ

ตามที่ผมเขียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า  สถาบันฯ อยู่เฉยๆ พวกนี้ก็ไปตอแย ตอดเล็กติดน้อย ส่วนใหญ่เป็น
คน
มีปมด้อย อยากจะแสดงตัวเองว่ากูเก่ง กูกล้า ซึ่งถ้าทำในทางวิชาการแล้วก็ไม่เป็นไร ไม่เช่นนั้น อ.สมศักดิ์
เจียมธีรสกุล หรือ อ.ธงชัย วินิจกุล ต้องโดน ม.๑๑๒ ไปแล้ว แต่การด่าสถาบันฯ ซึ่งๆ หน้าด้วยคำหยาบคาย,พูดเท็จ,
การตัดต่อ VDO หรือรูปภาพ แบบนี้มันเจตนาหาเรื่องโดยตรง เมื่อถูกจับๆ ได้ก็มาบ่นโน่นบ่นนี่ คนบ่นก็ไม่ได้มาจาก
คนทำหรอกครับ มาจากพวกยุแหย่ให้เขาติดคุกนั่นเอง
       ปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองสถาบันฯ อยู่รวม ๖ ฉบับด้วยกัน แตกตัวมาจากรัฐธรรมนูญ ม.๘ ที่ระบุว่า
“องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้
                 ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”
                                     และ ป.อาญา ม.๑๑๒ ที่ระบุว่า
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท
             หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓-๑๕ ปี”
นอกจากนั้นที่เหลืออีก ๔ ฉบับเป็นกฎหมายส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติทั้งนั้น
กฎหมายของไทยทุกฉบับมีลักษณะเป็นกฎหมาย “สากล” ทุกประการโดยอยู่ในหลักการ

(๑) การคุ้มครองประมุขของประเทศ,
(๒) การคุ้มครองประมุขหรือตัวแทนประมุขของประเทศอื่นๆ (ม.๑๓๓ และ ๑๓๔ กฎหมายอาญา) และ
(๓) หลัก Reciprocity หรือ หลักการอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยอย่างเท่าเทียมกัน ในการ
     คุ้มครองตัวแทนของแต่ละประเทศ
ตามป.อาญา ม.๑๓๐-๑๓๒ ซึ่งกฎหมายในหลักสากลของประเทศไทยนี้ จะสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศที่
เจริญแล้วทุกประเทศ บางประเทศกฎหมายยังตีความในทางกว้าง คุ้มครองไปถึงศาล หรือรัฐสภาฯ อีกด้วย

ในส่วนของพระมหากษัตริย์ นอกจากการเป็นประมุขรัฐซึ่งอยู่ในลักษณะของสถาบัน (Institution) แล้ว
การรับรองสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ (Sacred) เป็นที่เคารพ สักการะ หรือละเมิดมิได้ (Inviolable) ในฐานะพระมหากษัตริย์
ตามจารีตประเพณียังมีเพิ่มเติมขึ้นมาอีกสถานภาพหนึ่งด้วย

สรุปแล้ว พระมหากษัตริย์ของทุกประเทศมีลักษณะเป็นสถาบัน (ไม่ใช่ตัวบุคคล) และเป็นประมุขของประเทศ
(Head of State) อีกฐานะหนึ่งด้วย การคุ้มครองพระมหากษัตริย์จึงอยู่ในกฎหมายว่าด้วยความผิดทางด้านความมั่นคง
แห่งชาติ เป็นกฎหมายอาญา ดังนั้นใครละเมิดสถาบัน ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ร้องทุกข์ กล่าวโทษ
ได้ เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียที่ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ถูกทำลายลง ซึ่งอาจจะทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของตนอาจสูญเสีย
ไปได้ หรือมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความสุขที่ควรได้รับ ซึ่งตรงข้ามกับการละเมิดบุคคลธรรมดา ตาม ม.๓๒๖ ถือว่าเป็น
ความผิดเฉพาะตัว (เจ้าตัวหรือผู้เสียหายต้องฟ้องร้องเอง) เพราะผลไม่กระทบต่อความมั่นคง ในขณะที่บุคคลธรรมดา
สามารถฟ้องร้องกันเองได้ จึงสามารถตกลงยอมความกันได้

ในหลักการดังกล่าวนี้ ถ้ามีการยกเลิก ม.๑๑๒ จะเกิดอะไรขึ้นต่อประเทศไทย
๑. การที่บุคคลในสถาบันฯ ถูกละเมิด ในฐานะที่เป็นประมุขของรัฐ การจะไปฟ้องประชาชนที่อยู่ภายใต้การ
ปกครอง
ของตัวเอง เป็นเรื่องที่ ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ดังนั้นการยกเลิก ม.๑๑๒ จึงเป็นการกำจัดสิทธิของบุคคล
ในสถาบันฯ ในการ
ปกป้องสิทธิของตนเองไปโดยปริยาย ทำให้มีสิทธิส่วนบุคคลต่ำกว่าราษฎรธรรมดาๆ

๒. ในจารีตประเพณี สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ มีความใกล้ชิดกับประชาชนตลอดมา มีกำเนิดมาจากความสัมพันธ์แบบพ่อปกครองลูก เป็นทุกข์ร้อนแทนราษฎร ปกป้องราษฎร ด้วยการสู้รบ
ในแนว
หน้ามาตลอด จึงไม่เหมือนสถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศ ที่มาจากการเป็นเจ้าของที่ดิน, มาจากอิทธิพล
ทางศาสนา ฯลฯ
ดังนั้นสถาบันกษัตริย์จึงถือว่าเป็นความมั่นคงของชาติทั้งในรูปแบบของกฎหมายและความเป็น
จริง ถ้าเรายกเลิกก็เท่ากับ
ยอมให้มีคนมาทำลายความมั่นคงของประเทศไทยได้ง่ายๆ

๓. การยกเลิก ม.๑๑๒ ก็เท่ากับประเทศไทยไม่ให้ความคุ้มครองประมุขของประเทศตนเอง จะส่งผลทำให้ประเทศ
ไทยเสียศักดิ์ศรีในการดำรงตนอยู่ในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้วทั้งด้านกฎหมายและประเพณีนิยม จะเหมือนกับประเทศ
กัมพูชา
ที่แม้แต่สหประชาชาติเองยังไม่ไว้ใจต่อสถานภาพทางกฎหมายเลย

๔. การยกเลิก ม.๑๑๒ ที่ไม่ให้การคุ้มครองประมุขของประเทศ เท่ากับต้องยกเลิกกฎหมายที่คุ้มครองประมุข หรือ
ตัวแทนประมุขของประเทศอื่นที่อยู่ในไทย (เอกอัครราชฑูตและสิทธิทางการฑูตของ จนท.UN) ตามไปด้วย เพราะ
เป็นกฎ
หมายที่เกิดจากการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างประเทศต่างๆ ลองคิดดูว่าประเทศไทยจะสับสนวุ่นวายขนาด
ไหน


๕. ประมุขของประเทศที่มีเกียรติ ย่อมทำให้ประชาชนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีตามไปด้วย ถ้าประมุขของประเทศไม่ไดรับ
ความคุ้มครอง ก็จะทำให้ประชาชนคนไทยไร้เกียรติ มีสภาพคล้ายคนป่าเถื่อน คนไทยจะถูกดูถูกตามไปด้วยในสังคม
โลก

นานนมแล้วที่กฎหมายนี้คงอยู่คู่กับประเทศไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เมื่อคุณทักษิณฯ หมดอำนาจไป การเคลื่อน
ไหวกระทบต่อสถาบันฯ เพิ่มขึ้นมากมาย มีลักษณะเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งในและนอกประเทศ ผิดจากเหตุการณ์ปกติ
ครับ คนที่ถูกลงโทษด้วยกฎหมาย ม.๑๑๒ นั้น มักจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับกลุ่มที่สนับสนุนคุณทักษิณฯเกือบ
๙๐% ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น พอใครทำผิดก็มีทนายมาดูแลทันที แปลกไหมครับ บางทีก็จ่ายเงินให้ผู้ต้องหาด้วย ไม่รู้ว่าคุณ
ทักษิณฯ รู้เรื่องแบบนี้หรือเปล่า ถ้ารู้ ก็ควรบอกให้เลิกๆ ซะที ไม่เช่นนั้นคุณทักษิณฯ จะเป็นคนเสียหายเอง เพราะคนไทย
ไม่ยอมใครหรอกครับเรื่องในหลวง

ม.๑๑๒ จึงเป็นกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักการสากลทุกประเทศและสมบูรณ์ด้วยแบบธรรมเนียมจารีตประเพณี จึงไม่ควรยก
เลิกอย่างเด็ดขาด จุดอ่อนของกฎหมายมีอยู่จุดเดียว คือ การพิจารณาว่า “อะไรคือการหมิ่นสถาบันฯ อะไรคือการไม่หมิ่น
สถาบันฯ” ปัจจุบันตำรวจมีคณะกรรมการตรวจสอบว่า เรื่องไหนหมิ่นสถาบันฯ บ้าง การจับผิดจับถูกจึงมาจากคณะกรรมการ
ชุดนี้ของตำรวจครับ ดังนั้นจึงควรแก้ไขให้ชัดเจน ให้มีกรรมการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพอสมควร มาเป็นผู้พิจารณา
ลงมติแบบลูกขุน เรื่องก็จะยุติไปเอง

ส่วนเรื่อง “อากง” นั้นผมสรุปสั้นๆ ว่า มีผู้ใช้โทรศัพท์ของอากงส่งข้อความหมิ่นสถาบันฯ ถึง ๔ ครั้ง หลังจากส่งแล้วก็ถอด
ซิม DTAC ออกแล้ว เปลี่ยนซิม TRUE เข้าไปแทน ใช้พูดคุยกันตามปกติ พอวันรุ่งขึ้นหรืออีก ๒-๓ วันต่อมาก็เปลี่ยนซิม
DTAC ส่งข้อความหมิ่นสถาบันฯ อีก แล้วก็ถอดซิม DTACออก ใส่ซิม TRUE เข้าไปใช้พูดคุยอีก ทำแบบนี้ทั้งหมด ๔ ครั้ง
(ส่อให้เห็นว่าเจตนาทำแน่นอน)

การที่มีการส่งข้อความและพูดคุยจากโทรศัพท์เครื่องเดียวกัน แม้จะเปลี่ยนซิมการ์ดก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน
ว่า มาจากโทรศัพท์เครื่องไหน เป็นผลทำให้ตำรวจทราบว่ามาจากบ้านพักหลังไหน จึงเข้าจับกุม การตรวจค้นโทรศัพท์
ซ่อนในตู้เสื้อผ้ารวม ๓ เครื่อง (ทำไมต้องไปซ่อน) “อากง”สารภาพว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์จริง แต่ส่งข้อความไม่เป็น
(ตอนนี้อากงเป็นทั้งเจ้าของโทรศัพท์และทั้งเจ้าของบ้านที่ใช้โทรศัพท์)

มีการต่อสู้ว่า หมายเลขประจำโทรศัพท์ (อีมี่) หลักที่ ๑๕ ไม่ถูกต้องกับในเอกสารของ TRUE และ DTAC แต่การพิสูจน์
ของผู้เชี่ยวชาญทำต่อหน้าศาลและจำเลย ชี้ให้เห็นว่าถูกต้อง สู้ต่อว่า หมายเลขอีมี่แก้ได้ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าแก้ไม่ได้
ให้ไปหาคนแก้ได้มา ก็หาไม่ได้อีก บอกว่าโทรศัพท์เอาไปซ่อม ให้ไปชี้ร้านที่ซ่อม ก็บอกว่าจำร้านไม่ได้ และยังมีอีกหลาย
เรื่องที่เป็นข้อมูลพยานแวดล้อม เช่น ไปตรวจสอบกับบุคคลปลายทางโทรศัพท์เครื่องที่ “อากง”เป็นเจ้าของในเวลาใกล้
เคียงกับการส่งข้อความกระทบสถาบันฯ บุคคลนั้นก็ยอมรับว่า “อากง” เป็นคนโทรมาจริง ฯลฯ ศาลก็ต้องตัดสินตามรูปคดี
๔กระทง (๔กรรม ๔วาระ) ด้วยความเมตตาที่สุด ในฐานะที่ไม่รับสารภาพ กระทงละ ๕ ปี รวม ๒๐ ปี มาถึงตรงนี้เห็นได้
ชัดเจนว่า “อากง” ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการที่เข้ามายุยงไม่ให้สารภาพ ทั้งๆ ที่จำนนด้วยหลักฐานแล้ว

อ่านแล้วช่วยกันคิด ช่วยกันทำครับ ทำอย่างไรจะให้ความจริงเหล่านี้ส่งต่อออกไปให้โลกรู้ เมื่อกระทรวงต่างประเทศพึ่งพา
ไม่ได้ ช่วยกันส่งข้อความไปคอมเมนต์ที่เฟสบุ๊คของโอบามาให้ยับเยินเลยครับ ได้ทุกภาษาเขามีคนแปลให้เสร็จอยู่แล้ว


ข้อเสนอ 8 ข้อ เพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
การปฏิบัติ ตาม 8 ข้อนี้ ผลลัพท์ ไม่ใช่การล้มสถาบันกษัตริย์ แต่ทำให้สถาบันฯมีลักษณะเป็นสถาบันฯสมัยใหม่
ในลักษณะไม่ต่างจากยุโรป เช่น สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ (ผมตระหนักในความแตกต่างบางอย่างของข้อเสนอนี้
กับยุโรปอยู่ เช่น ผมเข้าใจว่า เรื่องมาตราแบบ รธน. 2475 ในข้อแรก ไม่มีในยุโรปเหมือนกัน แต่นี่เป็นข้อเสนอ
ที่อิงอยู่บนความเฉพาะของไทยทีผ่านมา)
1. ยกเลิก รธน. มาตรา 8 เพิ่มมาตรา ในลักษณะเดียวกับ รธน.27 มิย 2475 (สภาพิจารณาความผิดของกษัตริย์)
2. ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา ม.112
3. ยกเลิก องคมนตรี
4. ยกเลิก พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491
5. ยกเลิก การประชาสัมพันธ์ด้านเดียวทั้งหมด การให้การศึกษาแบบด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันทั้งหมด
6. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในการแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด (4 ธันวา, 25 เมษา “ตุลาการภิวัฒน์” ฯลฯ)
7. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในเรื่อง โครงการหลวง ทั้งหมด
8. ยกเลิก การบริจาค / รับบริจาค โดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งหมด
หมายเหตุ: กระทู้นี้ ความจริงเป็น “ของเก่า” ที่ผมเคยเขียนในบริบทของกระทู้อื่นๆมาก่อน แต่ผมขออนุญาต
ตั้งเป็นกระทู้ต่างหากชัดๆแบบนี้ เผื่อสำหรับประโยชน์ของการอ้างอิงโดยสะดวกในอนาคต อย่างน้อยสำหรับ
ผมเอง (หรือสำหรับคนอย่าง ส.ว.คำนูญ ที่นำความคิดผมเรื่องนี้ไปเขียนถึงหลายครั้งในระยะหลัง โดยไม่ระบุ
ชื่อและไม่มีการอ้างอิงชัดเจน คราวหน้า เผื่อท่าน ส.ว.จะได้สามารถทำ “เชิงอรรถ” ได้ชัดๆ – ฮา)

อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
  23 มกราคม 2553
---------------------------------
ผมไม่เข้าใจเลยว่า นักเขียนที่อุดมด้วยปัญญา
จะกลายเป็นคน "โง่เง่า" ตกเป็น "เครืองมือ" ไปได้...
ทรนงองอาจไอ้ชาติห่า...
สันดานกาไพร่ถ่อยคอยเล่นลิ้น
ทาสรับใช้คนกลับกลอกนอกแผ่่นดิน
เลวสิ้นอัปยศหดหู่ใจ
เสียแรงเกิดอยู่ใต้บารมี
ที่นำทัพหักไพรีแต่ครั้งไหน
พวกมึงเคยลำบากกันหรือไร
พอเติบใหญ่ลำพองผยองตน. ฯ
.................สหาย พันจอก

หามีไม่ แผ่นดินใด ใหญ่ยิ่งมาก

“ตรวนอุบาทว์”   มาตราอาญาหลัก
หามีไม่ .. หาญหัก
      ด้วยหลักหย่อน
หามีไม่ .. อยากต้อง
     ด้วยของร้อน
หามีไม่ .. บั่นถอน
        ด้วยกร่อนกาล

แผ่นดินใด .. กาลี        หากฝืนรัก
แผ่นดินใด .. แค้นหนัก
  หากหักหาญ
แผ่นดินใด .. ระส่ำ
       หากนำพาล
แผ่นดินใด .. อนธการ
   หากโงมงาย

ใหญ่ยิ่งมาก .. หยั่งราก ล้วนแล้วจบ
ใหญ่ยิ่งมาก .. รุกรบ
     ล้วนพบพ่าย
ใหญ่ยิ่งมาก .. เสพสั่ง
   ล้วนพลั้งวาย
ใหญ่ยิ่งมาก .. สืบสาย
  ล้วนสูญพันธุ์ ... รุ่งศิลา ๑๖ มกราคม ๒๕๕๕


เฮ้อ !! อ่านแล้วปวดตับ
 

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระองค์ท่านไปทำอะไรให้พวกมึง?

 พระองค์ท่านไปทำอะไรให้พวกมึง?
          โดย จิตตนาถ ลิ้มทองกุล
          ที่มาบทความ : http://www.manager.co.th

          

อ่านบทความของ ลูกเจ๊กต่างด้าว คนนี้ ในสื่อออนไลน์ แล้วโดนใจอย่างแรง จนต้องขอชมเชยออกมาดังๆผ่าน
โซเชี่ยลมิเดียบ้าง โดยพยายามไม่กล่าวถึงสถาบันเบื้องสูง ตามเนื้อหาของคอลัมม์นิสต์ผู้นี้ เพียงแต่จะสะท้อน
ให้เห็นเบื้องลึกที่มาที่ไปของเป้าประสงค์และพื้นหลังของเจ้าของบทความ  ด้วยความชื่นชมในความเข้มข้นของ
สายเลือดลิ้มทองกุล ดังนี้

การวิจารณ์โดยสุจริตจึงเกิดขึ้นน้อยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ช่างประดิดประดอย “สำนวนได้สวนส้นตีน” สียนี่กระไร

สิ่งที่น่าเศร้าที่หลายคนที่โดนลัทธิเหมาล้างสมองกลายๆ คือการเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นแพะรับบาปในทุกเรื่อง
แต่ไม่เคยอ้างอิงถึงนักการเมืองสักเรื่องเดียว แม้ว่าวิกฤติการณ์น้ำท่วม จะทำให้หลายคนได้เริ่มหูตาสว่างบ้างแล้ว
แต่คนที่ยิ่งคิดว่าตัวเองมีภูมิปัญญาเหนือคนอื่น เป็นนักคิดรุ่นใหม่กลับยังคงโดนมิจฉาทิฐิของตัวเองบดบังดังเดิม
ไม่น่าเชื่อว่านายจิตตนาถลิ้ม ที่เป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งผ่านการศึกษามาพอประมาณ และทำงานด้านสื่อจากมรดกของ
เตี่ย จะหลงยุคตกโลกไปได้ไกลถึงขนาดที่ยังงมงายคิดย้อนกลับหลังไปกว่า40ปี หรือไม่ก็คิดว่าตัวเองเป็นคอลัมน์นิสต์
หนังสือพิมพ์ในประเทศเนปาล โดยกล่าวอ้างถึงลัทธิเหมา โคตะระ เชยผสมมั่ว และซึ่งต้องโง่ด้วย ถ้าหากว่าคิดเช่น
ดังข้อเขียนของตัวเองจริงๆ

ปัญญาชนส้นตีน เหล่านี้ควรไปถามตัวเองดูสักนิดแบบไม่เพ้อฝันว่า ถ้ารัฐไทยใหม่เกิดกลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว
เอานักการเมืองที่มีอยู่ปัจจุบันมาช่วยกันปู้ยี่ปู้ยำแล้ว เราจะเจริญได้เสี้ยวของเขมรไหม แน่ใจหรือว่าประเทศไทย
จะไม่เกิดสงครามกลางเมือง ระบอบประธานาธิบดีที่พวกคุณใฝ่ฝันจะเป็นศูนย์รวมใจคนไทยได้หรือ จะมีประเทศ
ไทยที่เจริญหลงเหลือให้ นักคิดนักเขียนแนวๆ เหล่านี้ให้ ชูคอเป็นกิ้งก่าโชว์โง่ อย่างทุกวันนี้ไหม
ช่างเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่พ้นต้นเสียจริงสำหรับลูกเจ๊กต่างด้าวตนนี้ สมกับที่ร่ำเรียนจบมาเป็นปัญญาชนส้นตีน และ
ประกอบอาชีพเป็น นักคิดนักเขียนแนวๆ ชูคอเป็นกิ้งก่าโชว์โง่ บนกองเงินกองทองที่ เตี่ยมัน และ เตี่ยของเตี่ย
สืบทอดมรดกโกงเขามา ต่อยอดต้มตุ๋นแบลคเมล์ กู้ชาติจนชาติฉิบหายแต่ตัวคนกู้เสือกรวยเอาๆ เพราะกู้แล้วชักดาบ
ในฐานะกุนซือ “ลูกเจ๊กกู้ชาติ”

อันที่จริงแล้วคำว่าคนไทย ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีบัตรประจำตัวประชาชน เกิดที่ประเทศไทย มีสัญชาติไทย พูดภาษาไทย
หรือร้องเพลงชาติได้ไหม
นายจิตตนาถลิ้มคงจะทราบที่มาที่ไปของกำพืดตนเองอยู่พอประมาณ จึงอนุโลมตามสมประโยชน์ด้วยในประโยคนี้

         จึงขอจบ บทความซึ่งได้ผ่านกระบวนการ   .. ..  ๆ  (ผ่านกระบวนการทำ2ครั้ง)
คือ กระบวนการคิด กระบวนการวิเคราะห์ และ กระบวนการแยกแยะ ไว้ด้วยข้อสรุปประโยคตอบคำถามนี้ว่า
            
           แล้ว “พ่อมึงมาทำประโยชน์อะไรให้กับพวกกู” บ้าง



              **ปล. ให้ตอบเน้นแต่ การสร้างประโยชน์ ไม่ต้องบอกเรื่อง การสร้างความฉิบหาย ที่ผ่านๆมา
                        เพราะพวกกูรู้อยู่แล้ว หลักฐานตำตาโท่นโท่


                     ปริศนา...ชาติกำเนิด.. สนธิ ลิ้มทองกุล ?
                                    ประวัติ สนธิ ลิ้มทองกุล


   



            
                                 ประวัติ อุโฆษบุรุษ   

      นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ที่ชอบกล่าวอ้างความจงรักภักดีเสมอ  (ชื่อเดิม โกตั๊บ แซ่ลิ้ม)
 เกิดวันที่ 7 พ .ย. 2490 ที่จ.สุโขทัย เป็นลูกของนายวิเชียร แซ่ลิ้ม อดีตสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง
และผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยหว่างผู่ กับ นางไชย้ง แซ่ลิ้ม ทั้งคู่ ยักยอกเงินของคาราวาน
ค้าฝิ่นจีนฮ่อ หลบหนีมาตั้งรกรากในประเทศไทยทำกิจการโรงพิมพ์ และออกหนังสือพิมพ์จีน
 จำหน่ายให้กับชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งต่อมา
ทั้งสองผัวเมียได้เสียชีวิตไปด้วยสาเหตุลึกลับที่ทางญาติไม่ยอมเปิดเผยกับตำรวจ

      สนธิ จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยม จากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา รุ่น18 เป็นเพื่อนร่วมรุ่น กับ
นายทนง พิทยะ จากนั้นถูกส่งตัวไปลี้ภัยและเรียนภาษาจีนที่ไต้หวัน พร้อมกับเรียนวิชาวิศวกรรม
เครื่องกลที่เมืองไถ่ต้า เป็นเวลาปีเศษ ก่อนที่จะไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จการศึกษาระดับ
ปริญญาตรีที่ยูซีแอลเอ เมืองลอสแองเจลีส

     นายสนธิ สมรสกับ นางจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล (ช่องดารากุล) ชาวจังหวัดตรัง เมื่อ พ.ศ. 2516
ปัจจุบันแยกกันอยู่ มีบุตรชายด้วยกัน คือนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ซึ่งปัจจุบันเป็น ผู้บริหารกิจการ
ในเครือผู้จัดการ นายสนธิ เข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย เมื่ออายุ
ได้เพียง 27 ปี จากนั้นได้ทำงานกับ นายพอล สิทธิอำนวย (ซึ่งโกงเงินธนาคาร 2,000พันล้านบาท
ก่อนที่จะหลบหนีไปอยู่อเมริกาเมื่อ 30ปี)และรับโอนกิจการในเครือพีเอสกรุ๊ปมาฟรีๆอย่างน่าแปลกใจ
แต่ต่อมาขาดทุน จึงได้ขายกิจการให้กับ นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา

     นายสนธิกลับมาเข้าวงการอีกครั้ง ด้วยการตั้งบริษัท ตะวันออกแมกกาซีน ทำ นสพ.ผู้จัดการ
รายเดือน เมื่อปี 2526 และ นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ นายสนธินำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2533 แต่ปัจจุบันหุ้นบริษัทในกลุ่มของนายสนธิ ถูกตลาดหลักทรัพย์
แขวนป้ายระงับการซื้อขาย เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทตัว
          นายสนธิเองถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
      จึงได้แต่บัญชาการบริษัทในเครือผ่านทางลูกชายที่เป็นนอมินี (นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล)
เดิมนายสนธิให้การสนับสนุนนายกทักษิณ แต่เมื่อนายกทักษิณไม่ยอมเอาเงินภาษีของประชาชนมา
อุ้มชูหนี้สินกว่า 6 พันล้านบาทของนายสนธิ จึงทำให้นายสนธิโกรธแค้นและออกมาขับไล่นายกทักษิณ

       ช่างเป็น ..... ลูกไม้ ที่หล่นไม่ไกลต้น เสียจริงๆ



           
            ยุคสงครามกลางเมืองจีน ระหว่างฝ่าย เจียงไคเช็ค กับ เหมาเจ๋อตุง

การสงคราม ควบคู่ไปกับ การโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อแย่งชิงมวลชน ขับเคี่ยวกันรุนแรงเท่าไหร่ การเข่นฆ่า
และ ลอบทำร้ายสำหรับกลุ่มผู้แบ่งฝ่ายถือข้าง ก็มีความรุนแรงตามไปด้วยเท่านั้น ดังนั้นการที่จะรวบรวม
เงินทองเพื่อส่งไปสนับสนุนการสู้รบในประเทศ จึงต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

                 

ดังนั้น บทบาทของ หนังสือพิมพ์จีนโพ้นทะเล ที่เสนอข่าว จึงก้าวเข้ามามีบทบาทในการรับบริจาคเงิน
เพื่อส่งไป ช่วยการสงคราม ในประเทศอีกทางหนึ่ง

    โกเชียร
นายวิเชียร แซ่ลิ้ม เจ้าของหนังสือพิมพ์จีนเล็กๆในเวลานั้น ซึ่งก็เป็นพ่อของ นายสนธิ ลิ้มทองกล
ก็คือคนหนึ่งที่ อาสาทำหน้าที่รับเงินบริจาค มาจากทุกสารทิศ เป็นเงินมหาศาล ที่ทำให้ครอบครัว แซ่ลิ้ม
นี้มีฐานะร่ำรวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

ว่ากันว่า โกเชียร  รับบริจาคเงินเพื่อส่งไปช่วย กั๋วหมิ่นตั๋ง  ด้วยเคยเป็นสมาชิก มาก่อน ที่จะอพยพ
ครอบครัว หนีทหารมาอยู่เมืองไทย  แต่การที่ทำหน้าที่รวบรวมเงินไปช่วยพรรค กั๋วหมิ่นตั๋ง  นั้นก็มีส่วน
ในการลบล้างความผิดในข้อหาหนีทหาร  ทำให้นายสนธิ ในฐานะ ทายาทโกเชียร ได้รับการดูแลเป็น
อย่างดี จากรัฐบาลไต้หวัน เมื่อครั้งที่โกเชียรส่งไปเรียนอยู่ที่นั่น

ส่วนสาเหตุที่ โกเชียร และ นางไชย้ง ผู้ภรรยา ตายอย่างเป็นปริศนาดำมืดนั้น มันมีที่มาจาก
การแอบรับเงินบริจาคทั้งสองฝ่าย และเมื่อปี ๒๔๙๒ สงครามกลางเมืองจีนยุติ ก็ได้ฮุบเงิน
บริจาคทั้งหมดเป็นของตน

                             

             นายสนธิ ลิ้มทองกล  จึงเป็น ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เจ้าของทฤษฎีสามไม่ คือ
 ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ด้วยการชักดาบ เพื่อประกาศตนเป็นผีบุญนำ ลูกจีนกู้ชาติ  นั่นเอง

                     นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนี้ 6,687 ล้านบาท
                       หนี้เน่าที่ สนธิสร้างและจะไม่ยอมจ่าย


                 กู้เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกว่า                300 ล้านบาท
                 ธนาคารกรุงไทย                                495,080,556.13  ล้านบาท
                 ธนาคารกสิกรไทย                               30,791,780.82  ล้านบาท
                 ธนาคารเอเซีย                                  741,728,446.00  ล้านบาท
                 ธนาคารกรุงไทย                                900,978,279.31  ล้านบาท
                 ธนาคารไทยธนาคาร                          431,419,178.07  ล้านบาท
                 ธนาคารดีเอสบี (ไทยทนุ)                      64,621,463.90  ล้านบาท
                 การไฟฟ้าฝ่ายผลิต                                                 53 ล้านบาท
 
          และอีกหลาย ๆ ธนาคาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ อีกมากมาย
         ให้ไปอ่านที่ นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ จะได้ทราบว่ามันโกงทั้งประเทศไทย และทั้งโลกด้วย

   



  18 กันยายน 2550
       เจ้าพนักงานการพิมพ์ กทม. ได้ตรวจยึดหนังสือลามกอนาจาร
       เพื่อการค้าและเพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ซึ่งมีลูก "สนธิ" เป็น บก.

           อาทิ ตาอสูรพิฆาตมาร,เผ่าทรชนพันธุ์เถื่อน และ คุณแม่จิ๊กกี๋แช่แข็ง


            
                         เผ่าทรชนพันธุ์เถื่อน                      คุณแม่จิ๊กกี๋แช่แข็ง
                            
                                                      ตาอสูรพิฆาตมาร

            พล.ต.ต. สมบัติ ศุภชีวะ ผู้บังคับการอำนวยการ (ผบก.อก.) สำนักงานตำรวจสันติบาล (บช.ส.)
กล่าวภายหลังจากร่วมประชุมเจ้าพนักงานการพิมพ์ กรุงเทพมหานคร วันนี้ (18 ก.ย.) ว่า หลังจากเจ้าพนักงาน
การพิมพ์ กทม. ได้ตรวจยึดหนังสือการ์ตูน อาทิ ตาอสูรพิฆาตมาร, เผ่าทรชนพันธุ์เถื่อน และ คุณแม่จิ๊กกี๋
แช่แข็ง
ที่มี นายจิตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชายของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้ง นสพ.ผู้จัดการรายวัน
เป็นบรรณาธิการบริหาร กว่า 10 เรื่อง จากร้านหนังสือทั่วประเทศ

        เนื่องจากเข้าข่ายเป็น หนังสือลามกอนาจาร ทางสำนักงานตำรวจสันติบาลได้ให้ตำรวจไปแจ้งความเพื่อ
ให้ดำเนินคดีข้อหา ผู้ทำ,ผู้ผลิต หนังสือลามกอนาจาร เพื่อการค้า และเพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ระวางโทษจำคุก
ไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

        ผบก.อก.บช.ส. กล่าว และว่า "ขอฝากผู้ปกครองสังเกตบุตรหลานซึ่งอาจซื้อหนังสือประเภทนี้
                                                 มาอ่าน และหากพบเบาะแสแจ้งได้ ที่ 02-2051455 "

                      

        เพราะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นพ่อ ปฏิบัติการสร้างความแตกแยกให้กับคนบนผืนแผ่นดินไทย
ดังปรากฏชัดและต่อเนื่อง เป็นการทำลายสถาบันระดับผู้มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ที่มีศักยภาพในเชิงสร้างการขับ
เคลื่อน เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ

    ส่วน นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชาย ปฏิบัติการทำลาย "ภาคเยาวชนไทย"ซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติ

       นี่คือ
       ...อาวุธชีวภาคชนิดใหม่ ปฏิบัติการ ทำ " สงครามล้างเผ่าพันธุ์ชนชาติไทย "
                                                                                                  อย่างแท้จริง
                                                                                                    

      จะเห็นได้ว่า.. สนธิ ลิ้มทองกุล และบุคคลในตระกูลนี้ จัดเป็นสายพันธุ์อันตราย ที่สามารถ
ทำลายล้าง ขนบธรรมเนียม ประเพณี พระพุทธศาสนา วัฒนธรรม และสถาบันอันดีงามของไทย
ให้สูญสิ้นไป รุนแรงกว่าระเบิดชีวภาพ ที่เป็นอันตรายต่อมวลมนุษยชาติ  ซึ่งสมควรที่สังคมโลก
จะต้องร่วมมือกันกำจัด ก่อนที่จะแพร่เชื้อขยายพันธุ์จนเกินกว่าแก้ไข


                                  
                                      พันธมวย ไม่มีหัวคิด
หรือว่า ....
 สนธิ ลิ้มทองกุล และ จิตตนาถบุตรชาย คือ นวตกรรมใหม่ จาก Change Human mankind Project

Strawberry Theory นำเสนอ "ทฤษฏีตอแหล" ที่ท่านต้องอ่าน



Strawberry Theory
   Strawberry Theory มิใช่ Strawberry Cheesecake นำเสนอทฤษฏีที่ท่านจำเป็นต้องอ่าน

เห็นท่านผู้รู้ แสดงตนโอ่ว่า รู้ลึกรู้จริงแท้แน่ชัด วงใน นักการมุงนักกวนเมือง แล้ว เลยต้องขบคิด ประดิษฐ์
ค้น “ทฤษฎีสตอร์” นี้มานำเสนออธิบายให้เห็นแท้แก้สงสัย ในเรื่องว้าวุ่นตำตาตำใจนักเรียกร้องประชาธิปไตย
ทั้งหลายทั้งสิ้น

“ผมเห็นว่า คนเหล่านี้อาจจะมีกุศลเจตนา
แต่ผมเห็นชัดว่า นี่คือ การไร้เดียงสา อ่อนด้อยทางการเมืองของนักพูด นักเขียนบน
จอ
คอมเหล่านี้ นี่คือ การพาคนไปตายครั้งใหญ่ การสร้างความหายนะกับมวลชนแดงชัดๆๆ”
                                                            
 .. เสรีชนประชาไท


คืออันนี้ ท่านเสรีชนประชาไท อาจจะสับสนอลหม่านไปนิสส์ เพราะการพาคนไปตายครั้งเล็กแลครั้งกลาง
ที่ผ่านมาหมาดๆนั้น ..เป็นฝีมือขอ นักไฮปาร์ค นักแสวงอยากทางการเมือง ขอรับ เป็น นักพูดระดับทีม
ชาติชุดใหญ่
มิใช่ พวกไร้เดียงสา อ่อนด้อยทางการเมือง หรือ นักพูด นักเขียนบนจอคอม ซึ่งอาจจะควบรวม
ถึง นักสู้หลังตู้เย็น ด้วยก็ได้ …ซึ่งประการนี้ผมโต้แย้งแทงกลับ ท่าน เสรีรุ่งสว่าง เอ้ย!.. เสรีชนประชาไท ด้วย
ความจริงจังและซีเรียส อย่ามาทำยิ้มนะขอบอก

ใครเขาจะพาเดินกันไปตายง่ายเสียเล่าขอรับ พ่อแม่ทำกันมาเหนื่อยยากแสนเข็ญ กว่าจะเกิดมา เป็นตัวเป็นตน
รวมเป็นคนขึ้นมาได้ จะโตจะตายไม่แน่นอน จะตึงจะตัง ขึงขังหรือโอนอ่อน แล้วแต่ทำเพื่อใคร

          

สำหรับนักการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะชั้น รองนายกฯ, รัฐมนตรี, สมเด็จเจ้าพระยาฯ, ยกบัตร, ขุน, หลวง, พัน,
จ่า, นายบ้าน, ทหารเลว ตนใดจะพิรี้พิไร เอออวย คิ วิเคราะห์ แกแยะ อะไร .. เอาอกเอาใจ สันมือสัน
เท้าประการใด .. แอคชั่นโอเวอร์ฮีททไวไลต์ ท่าไหน … อย่าดูเบาเชียวนาท่าน ว่า วิญญูชน ที่เขามองอยู่
จะ เบาปัญญา แยกมิออก หรือกระทำการแลดูเขลา ดังคำท่านว่า

ก็ในเมื่อนายท่านใช้ ทฤษฎีสตอร์ “ลิงหลอกเจ้า” เชือดคอวัวควายบูชายัญ ปะเหลาะประจ๋อประแจ๋ เอาอก
เอาใจทวยเทพเจ้าบนฟากฟ้าสรวงสวรรค์ .. เหล่านักปรัชญาเกาะขอบ(จอ) จะเจือสม เล่นบทละครลิงแสม
ว่ายทวนน้ำ ขึ้นฝั่งมาแลบลิ้นปลิ้นตา นอนทอกระดอกใส่  เพื่อแสดงอาการค้าน ให้แล สมจริงบ้าง มิได้
เชียวฤา .. น่าพิลึกที่เซียนการเมืองผู้จัดเจน หาสำเหนียกนัยไม่

                             

ส่วนใน ไซเบอร์อินเตอร์เน็ต ไอ้เรื่อง จะบลอค จะปิด จะหุบ จะแหก จะอ้า เวปไซต์ที่เจตนา หมิ่นเชิงชาย
หมิ่นเชิงหญิง
เหล่านี้นั้น ปิดไปได้เลยขอรับ อย่ามาโม้ ออกแนวกำเริบกันใหญ่ ไปไหนมาสามวาสองศอก..

ก็กรูกระผมเห็นแหมมัน บัดเดี๋ยวเปิดบัดเดี๋ยวหุบ บานทะโร่โท่ให้เต็มท้องทุ่งไซเบอร์ สลอนไปหมดนับมิหวาด
มิไหว มาครั้งแต่รัฐบวยเขาอีเที่ยงแล้ว ..ส่วนอ้าย เครื่องมือแฮคก์แหกด๊าก สี่ห้าร้อยล้านนี้ก็มิเห็นจะตื่นเต้ล
ขวัญหนีดีขมเสียเมื่อไร สมัยนายพลสกร่าง มุบมิบหยิบมาจากองค์การทอระสัพ แพงก่าตั้งเยอะ ยังมิ แลเห็น
สะออนซ่งติงอะไร

อยู่ดีมิว่าดี แหม๋ ยัดอาญาล้มนั่นล้มนี่ ล้มเจ้ามือแชร์แม่ปลาวาฬ ล้มเจ้ามือหวยปังปอน เอ้ย! ปิงปอง
 ควายมันมาอ่านมันคงหัวเราะเยาะจนฟันโยกหามีเคี้ยวเอื้องต่อไปภายหน้าไม่ ..
พวกไพร่เยี่ยงกรู จะไปล้มพวกมันทำไมหา? .. มันยืนเองยังจะล้มตายห้าอยู่แล้ว
.. วุ้ย! 
ช่างมิสอดคล้องต้องกันกับการจำเริญภาวนา เสียนี่กระไร
ขู่กันจัง ขู่ฉิบหายวายตุกัง ขู่กันดังฉิบหาย


ทวนความจำสั้นๆนะขอรับ อ้ายอีไหนมรึงจะแปลงกาย เป็น “ลิงหลอกเจ้า” เช่นไรเชิญ
หาความสำราญ .. ส่วนชาวบ้านร้านตลาด อ้ายขวัญ อำแดงดา เขาจะเล่น ละครชวนหัว
ประโลมโลกทะลึ่งบ้อง “ลิงหลอกลิง” บ้าง จะสำมะหา ร้อนอกร้อนใจ ไปทำไมมี


ยกพิชัยสงคราม รู้จริงบ้างมิรู้บ้าง มาทำกโลบาย หลอกวัวหลอกควาย ปะติโถ พ่อเอ้ยแม่เอ้ย
อ้างศัพท์แสงอึมครึมสารพัน ใครอ่านใครงง ร้อยพันอ่านร้อยพันมันยิ่งงง ... นี่ไฉนพวกต่อต้าน
"ภาษาเทวดาวกไปวนมา" กลับทะลึ่งรินำมาใช้กับไพร่ด้วยกันเสียสิ้นแล้ว ฤ ใช้ภาษาไพร่ร้านตลาด
มันจะแลมิสมภาคภูมิ นกรู้ เล่าฮึ พ่อมหาจำเริญพ่อรูปหล่อกระดุมหอม

       บอกเขาไปมิได้หรือท่าน ว่า

                   นาย..เขาเอาลูกบ่าวจ้าว แต่ต้องรออาลัยพ่อ
                 พวกไพร่ฟ้าหน้างอ จักต้องขอตัวงออวย
                ไปชิมไปชุมไปด้วย หากพาไปตายกูป่วย
                   บุรุษได้ขึ้นมีรวย มีชัยไปสวย .. ชโย

                            พวกมึง พวกกู จึงต้องยืนอวยไง
                       นึกว่าจักลึกซักกี่ฟาทอม ซับซ้อนถึงเพียงใดเชียว
            ส่วนอ้ายรถถัง ควายตู้ สากกะเบือ อะไรๆ ที่ยกมากล่าวอ้าง
     ..อยากให้รีบออกมากันจังเลย จักไปชักรูปกับสาวจ๊ำบ๊ะซักหน่อย มาเมื่อไรวานบอก

 Rules of Strawberry Theory
                                กฎ ๕ ข้อ ของสตอเบอร์รี่สีแดง

ข้อที่ ๑ ไปชุมนุมอวยไหนไปกัน กินฟรี บ่ยั่น งดบริจาคบนเวที
ข้อที่ ๒ พูดเศร้าให้ร้องไห้นำ พูดขำให้หัวเราะ พูดเพราะให้ตบมือ พูดขายของอย่าซื้อ อย่าลืมมือถือไว้ถ่ายรูป
ข้อที่ ๓ ประชาธิปไตยมิเคยได้มาฟรี แต่ถ้า สตอร์เบอรี่ทุกเวทีมีแจกให้
ข้อที่ ๔ ผู้นำแมลงคือนางพญา ผู้นำฝูงสัตว์ป่าคือจ่าฝูง ฉะนั้น จ่าคือผู้นำฝูงสูงสุด
ข้อที่ ๕ สตอเบอร์รี่แลนด์เป็นดินแดนแห่งผลสตอเบอร์รี่สด แต่ แลนด์ ออฟ สตอเบอร์รี่ เป็นที่มีแต่ความตอแหลสดสด

            
ขอขอบคุณทุกท่านผู้มีอุปการคุณ และที่จักขาดเสียมิได้ "บุญคุณปูแดง"
Line3.gif


                                              



“ลิง..ทอกะดอก..เสือ”

เป็น เพลงไทยเดิม อัตราจังหวะ ๒ ชั้น (จังหวะปานกลาง) ทำนองเก่า สมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้
ประกอบการแสดงละคร  นิยมใช้บรรเลงร้องเล่นประกอบการแสดงละคร ในฉาก ที่เป็น ป่าเขา
ลำเนาไพร หรือใช้บรรเลงเพื่อประกอบกิริยาการเดินทาง ของตัวละครที่เป็นตัวตลก เป็นเพลงที่
มีลีลา ทำนอง และอัตราจังหวะกระชั้น รุกเร้า ชวนให้อารมณ์คึกคัก สนุกสนาน หรือให้อารมณ์
ตลกขบขัน

เพลงนี้ของโบราณ ท่านเรียกว่า "ลิงถอกกระดอเสือ" ครูเพลงเห็นว่าไม่เพราะไม่ดี เอาไปเล่น
งานไหนๆ เจ้าภาพเป็นดนตรีต่างไม่ชอบ เลยเปลี่ยนชื่อให้ไพเราะว่า "ค้างคาวกินกล้วย" จึง
เรียกกันมาจนบัดนี้

มีความหมายว่า ลิงกระทำกิริยาอาการบางอย่างกับอวัยวะเพศของเสือตัวผู้ คนภายหลังคงเห็น
ว่าออกจะหยาบโลนไป จึงเรียกชื่อใหม่ว่า “ลิงกับเสือ” หรือ“ลิงแหย่เสือ” แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก
ชื่อนี้กันมากนัก คงรู้จักในชื่อ “ค้างคาวคลึงกล้วย” เอ้ย... “ค้างคาวกินกล้วย” กันมากกว่า
ที่มาของเพลง“ลิงกับเสือ” มาจากคนแต่งซึ่งยังไม่พบหลักฐานทราบว่าเป็นใครและแต่งเมื่อใด

                          

             ** ปล. ผู้เขียนขอปวารณาตัว เป็น "ลิง"  คือ “ลิง..ทอกะดอก..เสือ” ครับ
          ไม่ขอเป็นเป็น ลิงหลอกเสือ หรือ ลิงหลอกแดกเจ้า เหมือนลิงบางตัว บางฝูง นะเฮ้ย

            
.. " รักการอ่าน แต่อ่านไม่ออก ได้แต่ทำท่าทางหลอกๆ..ประสาลิง .. " ..ice angel
  กลอนนี้มันส์ดี ใครแต่งม่ายรุ๊ อ่านดูเอาเอง  ที่มา

ประชาชนประชาลิง      กลอกกลิ้งสับสน
อะไรอะไรก็ปวงชน       ปวงชนปวงชนอยู่ร่ำไป

รากหญ้ามีไว้ให้ต้ม       ต้มเพื่อเลี้ยงใคร
ประชาลิงไม่เข้าใจ       จึงไม่ใช่ประชาชน

ประชาลิงถืออำนาจ      จึงบังอาจขว้างแต่ใข่
ขว้างกันมาขว้างกันไป  ล้วนโดนไข่ประชาชน

ผู้แทนของปวงลิง        จึงกลอกกลิ้งไปทุกหน
ลิงหลอกเจ้าประชาชน  ปะปนเจ้าประชาลิง

ลิงกินรากหญ้า            ใครอย่ามาสุงสิง
ลิงก็คือลิง                   จึงทอดทิ้งประชาชน









วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ซึ่ง “แต่เดิมร่วมรากเกิด เหตุไฉนเร่งเผาผลาญ”

      
   
      

                              " จู๋ เต่า เหยียง เต่า กี
                            เต่า ต่อ ฮู้ ตง ขิบ
                            ปึ๊ง สี่ ตั่ง กึง แซ
                            เซียง เจี๊ยง ห่อ ไท้ กิบ "


                            ต้มถั่วเผาเถาถั่ว
                            ถั่วรำไห้รำพันกับเถาถั่ว ว่า
                            เกิดจากรากเหง้าเดียวกัน
                            เหตุไฉนคิดทำลายเผาผลาญกันปานนี้
  .  .  . รุ่งศิลา

        
      

ความหมาย : ต้นถั่วหรือเถาถั่วอยู่ในเตาเป็นเชื้อเพลิง ฝักถั่วอยู่ในกระทะรอการต้ม ยังไงก็หนีชะตากรรมไม่พ้น
แต่เดิมนั้น เกิดแต่ต้นตอเดียวกัน มาจากรากเดียวกัน ทำไม เสนอตนเป็นเชื้อไฟเผาผลาญกันเองให้มอดม้วย
เปรียบได้กับพี่น้องร่วมบิดามารดาที่มาเข่นฆ่ากันเอง …เวลาผ่านจาก ยุคสามก๊กมาจนถึงปัจจุบัน
ต้นถั่วเผาฝักถั่วก็ยังคงดำเนินรอยซ้ำอยู่  หาได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เห็นได้เสมอ
                “แต่เดิมร่วมรากเกิด เหตุไฉนเร่งเผาผลาญ”

โจสิดจึงร่าย “บทกวี 7 ก้าว”
ที่เปรียบความคับแค้นเศร้าโศกของต้นถั่ว ที่เกิดแต่การใช้เถาถั่วซึ่งกำเนิดแต่รากเดียวกันไปต้มหรือคั่วถั่ว
เทียบกับความเศร้าโศกอาดูรของพี่น้องญาติตระกูลเดียวกัน ไม่มีเรื่องใดยิ่งใหญ่ล้ำลึกกว่าการที่พี่น้องต้อง
ล้างผลาญกันเอง

เมื่อสิ้นโจโฉ ...โจผีขึ้นครองราชย์ต่อ และเกรงว่าโจสิดจะกลับมาแย่งอำนาจตน จึงเรียกตัวโจสิดมาให้
แต่งโคลงจากภาพกระทิงสองตัวที่ชนกัน หากแต่งไม่ถูกใจโจผี โจสิดย่อมต้องสิ้นชีวิต แต่กับผู้หวังจะ
สังหารตนนี้ โจสิดแต่งโคลงกล่าวถึงกระทิงสองตัวที่ชนกัน แต่ตัวหนึ่งล้มลงแม้มีกำลังเท่ากัน เพราะมิ
อยากต่อสู้ โจผีได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจในความหมายที่แฝงอยู่ทันทีว่า โจสิดมิอยากแย่งชิงบัลลังก์กับตน
อีกต่อไป แต่อย่างไรเสีย จะปล่อยเสือเข้าป่าย่อมมิได้ จึงให้แต่งอีกโคลงอีกอันหนึ่ง กล่าวถึงพี่น้องที่มิ
อาจฆ่ากัน แต่ห้ามไม่ให้เอ่ยคำว่าพี่น้องในโคลงนั้น โจผีตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ มิว่าผู้ใดล้วนแต่ถอนหายใจ
เตรียมรับความตายทั้งสิ้น แต่โจสิดก็ยังยิ้มเยือกเย็น แล้วแต่งโคลง

พระเจ้าโจผีจึงสำนึกได้และไม่สั่งประหารชีวิต แต่เนรเทศโจสิดออกไปนอกเมืองแทน และไม่นาน
โจสิดก็ถึงแก่ความตายด้วยความตรอมใจ ในปี พ.ศ. 775





  เสื้อสีเหลือง ผ้าพันคอสีฟ้า พันธมิตรรับไม้ ยาวทั่วประเทศก็เล่นแล้ว
  ต่อไปก็ .. ผ้าพันคอสีเลือดหมู  เปิดตัวโดย นายก 100 ศพโชคดีของคนไทย
  พรรคเสื้อแดงรับงานสานต่อ นโยบาย เถาถั่วต้มฝักถั่ว
.. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ


 

โครงการ Cyber Scout หรือ "ลูกเสือไซเบอร์" เป็นโครงการของกระทรวงไอซีทีที่ริเริ่มในรัฐบาลที่แล้ว
โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายอาสาสมัครออนไลน์เพื่อ "ส่งเสริมและปกป้องให้สังคมไทยเกิด
ความตระหนักในการรับรู้และใช้งานข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์"



กระทรวงไอซีทีได้อบรมอาสาสมัครไปแล้วจำนวนหนึ่ง และตอนนี้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ก็ประกาศเดินหน้าโครงการนี้ต่อ โดยขยายหลักสูตรให้ครอบคลุมผู้นำและ
ผู้บริหารลูกเสือไซเบอร์ด้วย

นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที  และผู้บริหารกระทรวงฯ
นำกองลูกเสือไซเบอร์ รวมกว่า 40คน ซึ่งเป็นเครือข่ายอาสาสมัครไซเบอร์สเกาท์ (Cyber Scout) เข้าร่วมพิธี
ทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ เนื่องในวันคล้ายวันสถา
ปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2554 ในวันที่  1 ก.ค.2554






รัฐบาล'ยิ่งลักษณ์ เพื่อไทย ทุ่ม 600 ล้าน ตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยผ่าน
กิจการลูกเสือชาวบ้าน มอบ "โกวิท" คุม เน้นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ

                  ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการมี 3 กลุ่ม คือ
         1. ลูกเสือชาวบ้านและประชาชนทั่วไปทั่วทุกภูมิภาค
         2. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน
         3. บุคลากรของภาคสื่อสารมวลชนทุกแขนงที่เกี่ยวข้อง

20 ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 166/2554
เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยผ่านกิจการลูกเสือชาวบ้าน (คปด. ลส.ชบ)
มี พล.ต.อ.โกวิท เป็นประธาน รมว.มหาดไทย รมว.ศึกษาธิการ และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองฯ




 
xxx12สารบัญ

        ยุวชนแดง Red Guards
        ยุวชนฮิตเลอร์ หรือ Hitlerjugend
        ลูกเสือชาวบ้าน จะกลับมารุ่งเรื่องอีกครั้ง
        "จากลูกเสืออินเตอร์เน็ต สู่ลูกเสือประชาธิปไตย"
        ลัทธิ ซาบซึ้ง "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คอมมิวนิสต์"ของเกาหลีเหนือ
        องค์กรล่าสังหาร นักล่าแม่มด “เราจักฆ่า เพื่อหยุดยั้งการฆ่าคนบริสุทธิ์"
        ภาพข่าว 6 ตุลาคม 2519


Oups