วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความจริงที่ซอยงามดูพลี.....ฉันมันเป็นคนเลวมากหรือ.....คุณถึงยิงฉัน

html tracking
จำนวน เข้าชม
ความจริงที่ซอย งามดูพลี.....ชีวิตจริง...ชีวิต ใน โทรทัศน์

เป็นครั้งแรก...ที่เขียน   คุณboonsitthi999    "บ้าน ราชดำเนิน"

ผมหาทางเดินมาถูกที่แล้วครับ.......
ผมขอสมัครเป็นน้องใหม่ด้วยครับ....ผมอายุ 53กว่าๆครับ.....

            ผมขอเวลา...รวบรวมความคิดที่จะเขียน....เกี่ยวกับเหตุการณ์...ที่เกิดขึ้น จริงที่ ซอยงามดูพลี.....ระหว่าง
วันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553...ผมเป็นคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่ในซอย นี้...ผมบอกได้แต่เพียงว่า...ชีวิตจริงในโทรทัศน์
....กับชีวิตจริง...ที่เกิดบนถนนพระราม4...ช่วงบ่อนไก่...ซอยงามดูพลี....มันต่างกัน ราวฟ้ากับดิน ถ้าคุณคิดว่า
....คุณกำลังอยู่บนสวรรค์....คุณพึง สังวรณ์ในขณะเดียวกันว่า.....ที่ที่คุณยืนอยู่ในขณะนี้.....มันคือ นรก....หลายชีวิต
ที่มลายหายไปบนบาทวิถีของพระราม4....ไม่มีโอกาสในการ ที่จะบอกกับคน อื่นๆว่า.....ฉันแค่พาลูกออกมาซื้อขนม
ที่7-11....เมื่อ ฉันเดินออกมา จากร้าน....ฉันได้กลายเป็น.....ผู้ก่อการร้ายไปแล้ว......ตัวฉันเอง..ยัง ไม่แน่ใจในตัวเอง
ว่า.....ฉันเป็นคน สีเสื้ออะไร...ถ้าฉันโชคดีได้ขึ้น สวรรค์....ถ้าเทวดาถามฉันว่าในชีวิตทำดีอะไรมา....ถ้าเทวดาถาม
ฉันว่าฉัน ทำ ผิดอะไรมา..คนอื่นถึงฆ่าฉัน.......ถ้าเทวดาถามฉันต่อไปอีกว่า..........ฉัน สมควรอยู่บนสวรรค์.....หรือลง
ไปในนรก....ฉันคงตอบ ได้เพียงว่า...ขอฉันกลับไปถามคนที่ยิงฉัน....ฉันมันเป็นคนเลวมากหรือ.....คุณถึงยิงฉัน
คุณไม่ถามฉันบ้าง หรือ.....ว่าฉันเป็นคนดีหรือคนเลว....คุณไม่ ให้โอกาสฉันแม้แต่น้อยนิด...ในการที่จะพิสูจน์ตัวเอง
ว่า....."ฉัน สมควรตาย ไหม".....ฉันคงขอต่อเทวดาได้แค่นี้ว่า....ขอให้ฉันได้มีโอกาส สักครั้งที่จะถามคนที่ยิงฉันว่า
................"ฉันสมควร....... ร...ร...ร... ร...................."
นี่คือความจริงอีกด้านหนึ่ง....ความจริงที่เกิดขึ้น....ความจริง ที่คนใน พื้นที่รับรู้....ความจริงที่ทุกคนอยากลืม.....
ความจริงที่ต้อง การความ ยุติธรรม......ความจริงที่คนภายนอกไม่อยากรู้....เพราะถ้าทุกคนในประเทศนี้ ....รู้เรื่องจริง
ที่เกิดขึ้น....ทุกคนจะยอมรับกับตัวเองได้ไหมว่า ......." ฉัน.....สมควร....ตาย"
ผมถามตัวเองอยู่เสมอว่า........"ผมสมควรเขียนไหม"......แม้ในขณะที่ผมเขียน อยู่นี้.....ผมยังบอกตัวเองไม่ได้ว่า...
จะเกิดอะไรขึ้นกับผมและครอบ ครัว.... รวมถึงญาติพี่น้อง......ถ้า...ถ้า...ถ้า...มีคนพูดกับผมว่า..." มึง....สมควร...?..."
ถ้ามัน เกิด ขึ้นจริงผมขอโอกาสกับเทวดา อีกสักครั้งจะได้ถามเขาเหล่านั้นว่า    "ฉัน ผิดตรงไหนที่พูดความจริง"


ผมขอเขียนต่อ....จากที่ค้างไว้ครับ......
ผม อาศัยอยู่ในซอยงามดูพลีมาประมาณ 35 ปี บวกลบนิดหน่อย บ้านของผมอยู่ห่างจากปากซอย(ถ.พระราม4)
ประมาณ100เมตร เพื่อประหยัดเวลาของทุกท่านผมขอเริ่มเรื่องเลยครับ.....

click to zoom

วัน ศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2553...เวลาหลังเที่ยง.....หลังจากที่ก่อนหน้านั้น รัฐบาลได้ประกาศให้....ผู้ที่ชุมนุมอยู่ใน
ราชประสงค์ออกมาได้แต่ ห้ามคนทั่วไปเข้าไปเติม....ทหารได้ตั้งแถวจากสวนลุมพินีบนถนนพระราม4... หน้าตึก
อื้อจือเหลียง...เดินแถวเรียงหน้ากระดานมุ่งไปทางคลองเคย...... (ผมขอตัดข้อปลีกย่อยออกไป)...เมื่อแถวทหารมา
ถึงหน้าสนามมวยลุมพินี....ทหารได้เปิดฉากยิงใส่ประชาชน....ที่ อยู่สองข้างทาง....บริเวณปากซอยงามดูพลี....
ณ.เวลานั้น....ประชาชนที่ เป็นพ่อค้าแม่ค้าบริเวณนั้น ไม่คาดคิดว่าทหารจะยิงใส่ประชาชน ยิ่งกว่านั้นกระสุนที่ใช้ยิง
...ยัง เป็นกระสุนจริงที่ ใช้ในสงคราม......ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นล้มลงไป10กว่าคน....ไม่มี ใครสนใจว่าใคร ถูกยิง...ถูกยิง
ไปเท่าไหร่.....มันเป็นการคาดคะเนจากสายตา.....(หลัก ฐานจากศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพฯ.ศูนย์เอราวัณ
ณ.วันที่ 1 มิถุนายน 2553....สามารถยืนยันได้....เกี่ยวกับผู้ถูกยิงที่ปากซอยงามดูพลี) ผู้คนแถวนั้นต่างวิ่งหาที่หลบภัย
...บ้างหลบเข้าซอยงามดู พลี..บ้างหลบเข้าตึกแถวบริเวณนั้น..บ้างวิ่งหนีอย่างเดียว..ไม่หันหลัง กลับ..ทุกคนต่างเชื่อ
ในสิ่งที่ถูกสอนมาว่า..
ทหารเป็นรั้วของชาติ.ทหารจะปกป้อง ประเทศจนชีวิตจะหาไม่.ทหารจะสู้กับคนที่คิดไม่ดีกับประเทศ


     สิ่งต่างๆเหล่านี้..อยู่ในส่วนลึกของสมองว่า..ทหารจะปกป้องเรา..แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นกับพวกเขา....ณ...วันศุกร์นั้น
ถ้าไม่ใช่ตัวเขาเองที่ ประสบ..เขาจะไม่เชื่อเลย..แม้แต่ตัวผมเอง...ผมก็ไม่เชื่อว่า..

"ทหารยิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ...และพวกเขา เหล่านั้น...เป็นเพียงผู้มีอาชีพ...ขายส้มตำ...ขายต้มยำเห็ด...
รับ ปั๊มกุญแจ
...ขายกาแฟ...ขายอาหารตามสั่ง...ขายปลาหมึกปิ้ง...และอื่นๆ".....ทุกคนไม่เชื่อว่าเป็น กระสุนจริง
....จนกระทั่งเห็นเลือด ที่ไหลออกมา........ถ้าเหตุการณ์..จบแค่นั้นคงจะดี.....แต่เปล่าเลย......


ทหารได้ตั้งแถวเรียง 8....พร้อมผู้คุมหลังอีก2คน....เดินเข้าซอยงามดู พลี...และเริ่มยิงด้วยกระสุนจริงอีกรอบ......
มีผู้ถูกยิง3คน.....หนึ่ง ในนั้นเป็นกู้ภัย.....โดนยิงบริเวณมือ.....และมีหลักฐานเป็นรูกระสุน2รู... ที่กระจกด้านหน้ารถกู้ภัย
(หลักฐานหาดูได้จากวีดีโอของ youtube และที่ อื่นๆ)โชคดี.....คนที่อยู่ในรถไม่ได้รับบาดเจ็บ....หลังจาก...การแสดง
ให้ เห็นว่า...ทหารเอาจริง..........มวลหมู่ทหารของชาติ... ได้ไปตั้งบังเกอร์ หน้าสนามมวยลุมพินี และฝั่งตรงข้ามบน
ถนนพระราม4 และนี่คือที่มาของ
"หน่วยสไนเปอร์  ที่สังหารประชาชนหน้าซอยงามดูพลี รวมถึงกู้ภัยวชิรพยาบาล ที่อุทิศตนให้ผู้ประสบภัย"


ผมได้ตัด....ราย ละเอียดปลีกย่อยบางส่วนออกไป..เช่นผู้ที่ถูกยิง...ส่วนมากจะโดนยิง..ที่ ศรี ษะ และ หน้าอก เพราะ
การยิงจาก หน่วยสไนเปอร์ ก็บอกจุดประสงค์ได้แล้วและนี่ คือ  ที่มาของเรื่องอีกเรื่องหนึ่งคือ การเผายางรถยนต์
.....ประชาชนบริเวณนั้น....ได้นำยางรถยนต์มา เผากลาง ถนน....เพื่อให้ควันเป็นสิ่งพรางตา...ของหน่วยแม่นปืน....แต่
เพราะ ความรีบร้อน.....และความไม่ระมัดระวัง.....ในการก่อกำแพงยาง.....ผู้คนเหล่า นั้น...อีกหลายคนได้สังเวยชีวิต...
บาดเจ็บ.....จากเหตุการณ์นั้น.....



การเผายาง...การ ยิงปืน...สลับไปมา...การยิงหนังสติ๊ก...การยิงพลุ...การ ยิงระเบิดปิงปอง มีเป็นระยะตลอด
คืนวันที่ 14 พฤษภาคม .........มันเป็น การเริ่มความรุนแรง.....ของ พฤษภาคม เลือด ......


วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2553.....เหตุการณ์ ช่วงเช้าไม่มีอะไรตื่นเต้น......เสียงปืน..เสียงพลุ....สลับไปมา.....
ช่วง บ่ายประมาณเกือบ4โมงเย็น ขณะที่ผมกำลังจะไปซื้อของที่ตลาดนัดแฟลตทหารเรือในซอยงามดูพลี ได้มี
รถ หน่วยกู้ชีพจำนวน7คัน.....วิ่งไปในทิศ ทางที่จะออกถนนพระราม4......ผมได้โบกให้รถหยุด....และบอกเขาเหล่านั้น
ว่า....เขา ไม่สามารถออกถนนใหญ่....เพราะมีทหารคอยยิงทุกคนที่ออกไป......คำตอบที่ได้ คือ.... ."ผมจะจอดติดปาก
ซอย.ไม่ออกไป".....หลังจากนั้น...... ผมได้ขับรถไปตลาดนัด...เพื่อหาซื้ออาหารและของกินเล่น..ไม่ถึงครึ่ง ชั่วโมงดี
เสียงรถกู้ภัย.....ก็ดังกระหื่มตลอดซอย......คันที่วิ่ง ออกไป.....ก็กลับมา.....คันที่จอดอยู่....ก็วิ่งออกไป.....ผมไม่รู้ว่า ...
รถ เหล่านั้น...วิ่งกี่เที่ยว.....ผมรู้แต่ว่า.....รถเหล่านั้นมาจอดรอ....รับ ผู้บาดเจ็บ.....มันช่างบังเอิญ...ที่รถจำนวน7คัน......
ตัดสินใจมาที่ เดียวกัน....วันเดียวกัน.....และมาไล่หลังกัน.......ผมมีโอกาสถามเด็ก หนุ่มคนหนึ่งที่มากับรถกู้ภัย.....ว่า
"ส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลไหน"....และนี่คือคำตอบ......."ผม...ส่งทุกที่ครับ...ที่ไหนว่าง...ก็ส่งที่นั่น".ผมหวน
นึกถึง เขา......ที่ไหนว่างก็ส่ง......คงจริงของ เขา.......ตกเย็นและมืด..  เหตุการณ์ก็เหมือนคืนก่อนหน้า..เสียงปืน..เสียง
ประทัด...... เสียงพลุ....ดังสลับไปมา
 

เช้ามืด วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2553.....ฝนตกลงมาพรำๆ..ช่วยคลายความร้อนของชาวงามดู พลีไปได้บ้าง
ราวๆ..8.โมงเช้า....ผมเดินไปใกล้ปากซอย....เพื่อสอบถาม เหตุการณ์ล่าสุด....ระหว่างทาง...ชายคนหนึ่งเดินสวนมา
....ผมถามไป ว่า....เช้านี้มีอะไรพิเศษบ้าง....คำตอบที่ผมได้รับ......"พี่.....โดนไป อีก 3"........ผม ไม่แปลกใจเลย..
ที่บัญชีผู้ถูกยิงเพิ่ม ขึ้น....มันจะ ต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน....ตราบใดที่ยังมีการชุมนุม......คำพูดที่ว่า.. "ยิง เพื่อป้องกันตัว"
...สามารถนำ มาเป็นข้ออ้าง....ให้ทหารยิงได้ทุกสิ่งที่ตัว เองอยากยิง.....ตลอดวันนี้...ก็เช่นเดียวกับวันที่ผ่านๆมา....
จะมี สิ่งที่ต่างกันอยู่ข้อเดียวคือ ประชาชน ถูกยิงลดลง อาจเป็นเพราะ นิ้วมือของทหารเริ่มอักเสบจากการยิง
ตลอดสามวัน ที่ผ่านมา
...หรือเป็นเพราะ...ประชาชน เริ่มฉลาดขึ้นและคิดได้ว่า..ที่ยิงมาจากทหาร...คือกระสุนจริง
.... และ..M-79 ของจริง...ยุทธการการเผายางรถยนต์กองใหญ่ขึ้นถูกนำมา ใช้..... ความสูงของกำแพงยางสูงขึ้น..
การเดินต้องย่อตัวมาก ขึ้น....การวิ่งต้องหาที่กำบังเป็นระยะ..ถ้าใครพลั้งเผลอ..กระสุนมีสิทธิมา เยือนร่าง..ทุกคนเริ่ม
ปรับตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวัน..มีเพียงภาวะจิต ใจที่ตึงเครียดมากขึ้น จากการอดนอน  และต้องคอยห่วงเรื่อง
ไฟไหม้ และแล้วความมืดก็มาเยือนประมาณ แปดโมงครึ่งประชาชนในบริเวณนั้นได้มารวมตัวกันกลางซอยงามดูพลี
เพื่อ พูดคุยดั่งเช่นทุกวัน...การปรับทุกข์...การด่าทอ...การก่นด่า....เริ่มดัง ขึ้น...บางคนฟัง...บางคนพูด..บางคนด่า...
คนที่เก็บกดมาหลายวันเริ่มด่า ทหารที่ยิงประชาชน....



มีอยู่รายหนึ่ง.
.ตะโกนด่าทหารที่อยู่บนตึกกำลังก่อสร้าง เสียงของเขาดังมาก สามารถได้ยินถึงบนตึกเขาท้าให้ทหารลง
มาจากตึก มาสู้กันซึ่งๆหน้า อย่าลอบกัดยิงมาจากที่สูง เขาด่าแล้วด่าอีก คำด่าเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
....

  

ผมฟังอยู่ประมาณ5นาทีก็เดินเข้า บ้าน..เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง..ทหารก็รับคำท้าทหารลงมาจริงๆ ลงมาเป็นชุด
เสียงดังถี่ยิบจากปากกระบอกปืน..ทหารลงมาแล้ว..แต่ไม่ใช่ตัว ทหาร ลูกกระสุน ปืนทาร์โว่ ต่างหาก ที่ปลิวว่อนทั่ว
ซอย..ตึก แถวในซอย โดนกระสุนปืนกันหลายห้อง..บางห้องโดนชั้นล่างระดับขาและหน้าอก...บางห้องโดน ชั้นสอง...
บางห้องโดนชั้นสี่..บางห้องโดนกันสาดชั้นสอง..มีอยู่ห้อง หนึ่ง..เป็นร้านอาหาร..บานประตูกระจกหน้าร้านโดนไปหก
เจ็ดรู..ที่เหลือ โดนประตูเหล็กบ้าง..โดนคอนกรีตหน้าบ้านบ้าง..นี่แหละทหารของชาติ"เข้ม แข็ง อดทน เสียสละ..
หลังจากลงมาชุดใหญ่...มีชุดเล็กๆลงมาอีก หน่อย...ลูกชายของผมที่กำลังใช้คอมพิวเตอร์อยู่ชั้นล่างของตัวบ้านวิ่งขึ้น
มา ชั้นบนอย่างตกใจ...และบอกผมว่า..."ป่า ป๊า....พรุ่งนี้ขอย้ายไปนอน บ้านยายดีกว่า"...ลูกชายของผมเป็นอีก
คนหนึ่ง...ที่ไม่เชื่อว่า ทหารจะยิงประชาชนผู้บริสุทธ์....เขาเชื่อว่า...ทหารจะยิงเมื่อมีภัยถึงตัว.. สำหรับคืนนี้เขารู้แล้วว่า
.....เสียงกระสุนที่กระทบกับตัวตึก ....มันช่างเหมือน...เสียงของลูกแก้วที่โยนใส่กระจก....และสะท้อนไป เรื่อยๆ.....

ผมยิ้มในใจอย่างมีความสุข...ลูกชายของผม.....เริ่มพัฒนาการเรียนรู้แล้วว่า...สิ่ง ไหนคือความจริง สิ่งไหน
คือการสร้างภาพจากผู้มีอำนาจ
...........คืน นี้...ผมคงนอนอย่างมีความสุข.....ที่มีคนอีกคนหนึ่ง ได้รู้ความจริงที่เกิด
ขึ้น...ถึง แม้มันเป็นการเสี่ยงในการรับรู้ ด้วยตัวเองก็ตาม....

วัน จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2553...ถึง....วันอังคาร18.....เหตุการณ์ ต่างๆ..ยังคงคล้ายคลึง เหมือนที่ผ่านๆมา.......
วันพุธที่ 19
พฤษภาคม 2553
.......วันเผด็จศึกเสื้อแดง....ผมไปทำงานตามปกติ.....
ประมาณ9โมงกว่า.... ภรรยาโทรมา...ให้รีบกลับบ้าน


เพราะ ไฟกำลังไหม้ธนาคารกสิกรไทย ที่ปากซอย และทำท่าจะลามเข้ามาในซอยงามดูพลี เมื่อผมกลับไปถึงบ้าน
ผมรีบเดินไปปาก ซอยเพื่อดูสถานการณ์ ผมไม่เชื่อว่า ภาพที่ผมเห็นจะเป็นภาพที่พนักงานดับ เพลิงและประชาชน
ที่มีบ้านอยู่ในบริเวณนั้น พากันหลบอยู่หลังกำแพงของภัตตาคารจันทร์เพ็ญโดยไม่มีทีท่าว่าจะออกไปดับไฟ

และ แล้วผมก็รู้ความจริงว่า  "ทหารยิงปืนลง มาที่พวกเขา....ทหารไม่ยอมให้ดับไฟ" ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผมอึ้ง
อย่างบอก ไม่ถูก มันเป็นเหตุไฟไหม้ ที่คน เสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงช่วย กันดับไฟ.แต่คนเสื้อเขียวใช้ ปืนยิงไม่ให้ดับไฟ
......แปลกแต่จริงในโลกนี้...ยังมีเหตุการณ์เช่นนี้ ปฐมเหตุของต้นเพลิง มาจากการเผายางรถยนต์และลามไปติดสายไฟ
บนตู้ โทรศัพท์...ก่อนที่จะลามไปติดธนาคารกสิกรไทย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับธนาคารนี้ครั้งแรก...ไฟลามในลักษณะนี้
ชาวบ้านก็ ช่วยกันดับไฟ..และอีกนั่นแหละ..ทหารก็ยิงเหมือนครั้งนี้ เพียงแต่ครั้งแรก..ทหารยังพอมีเมตตาให้ช่วยกันดับไฟ
.....ธนาคารนี้จึง รอดมาได้...มีมุขขำๆ...ซึ่งฟังแล้วจะรู้สึกดีหรือรู้สึกสมเพช..ในระหว่างการ ดับ ไฟ....ทหารได้ตะโกนมาว่า
" รีบ...รีบ...ดับ...แล้วมายิงกัน ใหม่ "    .....นี่แหล่ะ....คนไทย...แม้อยู่ในภัยอันตราย....ยังมีอารมณ์สัพยอกล้อเล่น
ผมขอวกกลับไปที่เก่า.....ในขณะที่ไฟลุกไหม้มากขึ้น...และกำลังจะลามไปทาง ภัตตาคาร จันทร์เพ็ญ...ได้มีพนักงาน
ของทางร้านและทหารสองนาย....เดินมาบอก ให้ดับไฟได้....จะไม่ยิงลงมาจากตึกที่กำลังก่อสร้าง......

สวรรค์มาโปรด...ทหารทำเพื่อประชาชน..ถ้าไม่มี ภัตตาคารแห่งนี้..ทหารจะหยุดยิงหรือไม่..ประชาชนแถวนั้นทราบดี
.....เมื่อ ไฟถูกดับไป...ทหารเริ่มยิงลงมาอีกครั้ง...พนักงานดับเพลิง12คน..ติดอยู่ ซอกตึก..ไม่สามารถ ออกมาได้..ได้
แต่รอ...รอ...รอ.....ให้สวรรค์มา โปรดอีกครั้ง.....และแล้ว...เขาเหล่านั้น....ก็รอดพ้นโทษประหาร...ต่างรีบ เก็บสายยาง
อุปกรณ์..ขึ้นรถกลับสถานี...(หลักฐาน..สามารถสอบถาม จากสถานีดับ เพลิงทุ่งมหาเมฆ...หรือ...ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร
ที่ กล่าวไว้ว่า..... พวกเขาไม่ยอมให้รถดับเพลิงเข้าไปดับไฟ....)....ซึ่งคนทั่วไป.....เข้าใจ ว่า.....

 "คนเสื้อแดง เลว มาก วางเพลิง แล้วไม่ให้ดับไฟ"



แต่นั่นแหละ.....ชาวซอยงามดูพลี....ทราบดีว่า.....ใครเลว....ใครดี.... ใคร ผิด....ใครถูก....ใครสมควรได้รับโทษ..ใครสม
ควรได้รับรางวัล......มี เพียงคนทั่วไปที่เข้าใจตามภาพที่ผู้มีอำนาจสร้างขึ้น....ถ้าถามผมว่า ....ประชาชน บริเวณนั้น..โกรธ
เสื้อแดงไหม.....ผมตอบได้ว่าพอมีบ้าง....ถ้าถามผมว่า ......โกรธทหารไหม.......ผมตอบได้ว่า.....คนส่วนมากจะ พูดว่า..
"...ทำได้ทำไป...สักวัน...ถ้าเป็นทีของพวกเราบ้าง...คุณจะรู้ว่า...นรกมีจริง.."...นี่คือความรู้สึกของประชาชน ที่มี
บ้านอยู่ถัดจาก ต้นเพลิง.......เป็นครั้งแรกที่คนแถวนั้น.....ไม่มีสีเหลือง...ไม่มีสี แดง.....ไม่มีสีขาว...ไม่มีหลากสี....ทุกคน
มีเพียงสีเดียว....คือสี ของความสามัคคีในการดับไฟ..และแน่นอน...ไม่มีสีเขียวในจิตใจ..สี เขียวได้ตายไปจากใจแล้ว
มันคงจะกินเวลาอีกนาน....ถ้าพวกเขาจะยอมรับสี เขียว อีกครั้ง.....หรือว่า.....ในชีวิตนี้...จะไม่มีวันนั้น.....

 
งานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ ปูนบำเหน็จรางวัล ในการฆ่าประชาชนมือเปล่าของทหารหาญผู้กล้า..ไอ้สัตว์

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"ความรวยทำให้เสื่อม"

html tracking
จำนวนเข้าชม



" ความรวย ทำให้เสื่อม "
  

ขอกัดฟันลาตาย ไม่ถวาย .......


เปิดกระทู้ด้วยประเด็นที่ทราบกันแล้ว ว่าใครเป็นผู้แต่ง คำกลอน บทนี้ แต่ขออนุญาต นำเสนอ
ที่มาว่าด้วยประโยค "เด็ดดวงสะเทือนหัวใจ" ใครบางคน แลหลายๆคน อีกสักครั้งขอรับ
พินัยกรรม “ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์”

ข้อ2)  "ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น" เทียบกับของท่านสมัคร "ขอกัดฟันลาตาย ไม่....."
(สำหรับคำว่า กลอนบทสุดท้ายของท่านสมัคร = ช่วงสุดท้ายชีวิตดังคำกลอน ที่แปลงจากกลอนคุณจักรภพ)

 ผมเห็นว่า feeling ของครอบครัวทั้งสองท่าน ไม่แตกต่างกันนักจากตัวอักษรที่นำออกเผยแพร่กันทั่วไป
 ส่วนจะเป็นอารมณ์โกรธ แค้น เกลียด ชิงชัง น้อยใจ จำยอม ก็สุดแท้แต่.. ผมไม่ขอก้าวล่วงวิจารณ์ครับ








กราบถวายบังคมลาตาย

ตีพิมพ์ลงในหนังสือวชิราวุธานุสรณ์

        เหตุการณ์ตอนปลายรัชกาล วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๘   พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ากฤษดา
ภินิหารกรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์
สิ้นพระชนม์  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปพระราชทาน
น้ำสรงพระศพ ขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัว ร.๖ ประทับอยู่ ณ พระที่นั่งอุดรฯซึ่งมีเฉลียงทั้งบนและล่าง เชื่อมต่อกับพระ
ที่นั่งอัมพรสถาน มีอัฒจันทร์(บันได)หินอ่อน ทอดลงไปที่ถนนสำหรับรถยนต์พระที่นั่งเข้าเทียบ หากมีพระราชประ
สงค์จะเสด็จขึ้นลง จากตรงนั้นก็ทรงทำได้แต่ปกติแล้วรถจะเทียบหน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน บรรดาราชองครักษ์และ
มหาดเล็กตามเสด็จ ก็จะไปรอรับเสด็จที่พระที่นั่งอัมพรสถาน

                                                 
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์
        วันนั้นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จจากพระที่นั่งอุดรฯ ตรงไปที่พระที่นั่งอัมพรสถานเพื่อจะประทับรถพระที่นั่งจากตรง
นั้น ระหว่างเสด็จมาตามลำพังพระองค์เดียว เพราะผู้คนไปรอที่อัฒจันทร์ด้านพระที่นั่งอัมพรกันหมด พอเลี้ยวจาก
อัฒจันทร์ชั้นบนจะลงมาที่ชั้นล่าง ก็ทอดพระเนตรเห็น นายพันโทจมื่นฤทธิ์รณจักร(กรับ โฆษะโยธิน) ผู้บังคับ
การทหารรักษาวัง และราชองครักษ์เวร มายืนเฝ้าถวายการเคารพอยู่ริมถนนเชิงอัฒจันทร์

        พระเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านไป ทรงรับความเคารพ ด้วยความแปลกพระทัยที่องครักษ์เวรมายืนเฝ้าอยู่ตรงนี้ตาม
ลำพังแทนที่จะไปรอเฝ้าที่หน้าพระที่นั่งอัมพรอย่างที่ควรทำ แต่ก็ทรงนึกว่าหรือราชองครักษ์จะรอเฝ้าเพราะมีเรื่อง
กราบบังคมทูลเป็นส่วนตัว แต่ท่าทีเขาก็ไม่เห็นจะถวายหนังสือ หรือมีเรื่องกราบบังคมทูล และที่แปลกพระทัยอีก
อย่างคือ แทนที่จะแต่งเต็มยศขาวตามหมายกำหนดการ จมื่นฤทธิ์ฯกลับแต่งเต็มยศใหญ่จะทรงทักว่าแต่งผิดก็เกรง
ว่า จมื่นฤทธิ์ฯ จะตกใจ จึงเสด็จผ่านไปเฉยๆ

        จนกระทั่งเสด็จกลับจากงานพระศพ กลับมาที่พระที่นั่งอุดร ทรงลืมเรื่องของจมื่นฤทธิ์ฯไปแล้วทอดพระเนตร
เห็น พานดอกไม้ธูปเทียนกราบถวายบังคมทูลลาตาย วางอยู่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ให้ฉงนในพระ ราชหฤทัยไม่ใช่น้อย จึงโปรดฯให้มหาดเล็กเวรเชิญพระราชกระแสไป
สอบถาม เพื่อให้แน่แก่พระทัยที่บ้านจมื่นฤทธิ์รณจักร มหาดเล็กก็กลับมาถวายบังคมทูลพระกรุณาว่า

"จมื่นฤทธิ์รณจักรถึง แก่กรรมแล้วเมื่อเช้านี้และในตอนเย็นก็ได้รับพระราชทาน น้ำหลวงอาบศพ
ทางครอบครัวได้แต่งตัวศพด้วยเครื่องเต็มยศทั้งชุดของทหารรักษาวัง"

            เมื่อความได้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเช่นนั้น พระองค์ทรงเสียพระราชหฤทัยและเสียดายจมื่นฤทธิ์รณจักร
เป็นอย่างมาก ถึงกับออกพระโอษฐ์ว่า

"จมื่นฤทธิ์รณจักร แกรักฉัน อุตส่าห์นำวิญญาณในเครื่องแบบเต็มยศมาลาฉัน"

            "จมื่นฤทธิ์รณจักร" ผู้นี้ เป็นนายทหารที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บังคับกองพันทหารรักษาวัง และราชองครักษ์
เป็นนายทหารที่ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงโปรดปรานสนิทสนมด้วยเป็นอย่างมาก
ดังนั้นในงานศพของนายทหารท่านนี้ พระองค์จึงโปรดเกล้าฯพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็น
ค่าจัดงานศพตลอดงานนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ ครอบครัวจมื่นฤทธิ์รณจักรสุดคณานับ

        เป็นระเบียบของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนข้าราชสำนักจะต้องมีญาติ
พี่น้องทำหนังสือกราบบังคมทูลในนามผู้ตาย ถวายบังคมลาตาย
ส่งไปที่กระทรวงวัง พร้อมดอกไม้ธูปเทียน
ใส่พานไปด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงวัง จะได้นำพานและหนังสือ ทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทราบใต้ฝ่าละอองฯ หลังจากนั้น
สำนักพระราชวัง ก็จะจัดน้ำหลวงอาบศพ และเครื่องประกอบเกียรติยศส่งไปให้ผู้ถึงแก่กรรม
หนังสือลาตาย ที่ทรงเปิดทอดพระเนตร เป็น หนังสือลาตาย
ของ นายพันโทจมื่นฤทธิ์รณจักร นั่นเอง

        พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ทรงระลึกได้ทันทีว่าบ่ายนี้ที่จมื่นฤทธิ์ฯ มาเฝ้าในเครื่องแต่งกายเต็มยศ
ใหญ่  ก็คงเป็นเพราะประสงค์ จะมาถวายบังคมลาตายด้วยตัวเอง นั่นเอง

        เรื่องนี้ทรงเล่าให้ข้าราชสำนักฟังรวมทั้งพระยาบำรุงราชบริพารซึ่งนำเรื่องมาบันทึกลงไว้ในหนังสือในภายหลัง
เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ เพราะผู้เล่าคือ จมื่นมานิตย์นเรศร์ มหาดเล็กคนสนิทในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ซึ่งได้เล่า
ไว้ในรายการรอบเมืองไทยทางวิทยุ ท.ท.ท. ออกอากาศเมื่อหลายสิบปีก่อน

   กราบถวายบังคมลาตาย : การที่ทายาทหรือญาติของผู้ตายซึ่งขอพระราชทานนํ้า อาบศพนำธูปเทียนแพ
                                              กระทงกรวยดอกไม้ และหนังสือกราบถวาย บังคมลาตายไปกราบถวายบังคมลา
                                              ที่สํานักพระราชวัง เป็นการ กราบทูลข่าวการตายของผู้นั้นให้ทรงทราบ


เจตนาจะบอกท่านๆ ที่เคารพว่า

คนที่เขียนแปลง คำกลอน "ขอกัดกันจนตายไม่ขายพังพอน" (หลบๆหน่อยนิ) ของคุณจักรภพนี้
ท่านมีความรู้ เรื่องธรรมเนียมประเพณีชาววังเทวดาชั้นฟ้า ดีทีเดียว  นำมาผูก
โครงเรื่องการถึงอสัญกรรมท่านสมัครได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว สอดคล้องสถานการณ์ รวมถึงมีภาพ
ถ่ายลายมือคำกลอน แนบอ้างอิงมาด้วย ...ฝีมือไม่ธรรมดานักพรอพ (กานดา) รายนี้
จำได้ว่านานมากแล้ว ผมได้เคยอ่านในบทความหรือ หนังสือสักอย่างของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
อันนี้เชื่อได้เพราะพวกเจ้าเขียนเอง  อธิบายเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่อง การขออนุญาติลาตาย ของอำมาตย์
และ ข้าราชบริพาร สมัยกรุงเก่า ... แนวแนวเดียวกัน

รู้สึกจะมีคนเคยเขียนล้อว่า ขี้ข้าพวกนี้ ถ้าก่อนตายนี่ ไม่มีแรงคลาน หรือ ลูกหลานไม่หามมาเข้าเฝ้า ลาตาย
คงตายไม่ได้ ห้ามตายห่า นิ  ...กูยังไม่อนุญาต  ยัง ยังอีก ...บังอาจขัดขืนคำสั่งโทษตายสถานเดียว ...งง ดีไหมครับ


แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายประชาธิปไตย นี่ก็ใช่ย่อยนะครับ เรื่องการต่อต้านข่าวสารข้อมูล และเข้าขั้น เชิงรุก เสียด้วย
ขนาดไม่มีทุนอุดหนุนจัดตั้ง วอร์รูมข่าวเป็นเรื่องเป็นราว แบบฝ่ายอำมาตย์ทรราช ที่มีงบเป็นร้อยล้านพันล้าน
หากถ้า ผู้นำของฝ่ายเสื้อแดงพลิกตัวเห็นความสำคัญในด้านกระบวนการข่าว และจัดทุนจัดทีม อย่างเป็นระบบ
ประสิทธิภาพการทำลายล้างจะสูงขนาดใด จินตนาการเอาเองนะครับ นักสู้ประชาธิปไตยแดงเสรีชน ทั้งหลาย

ขอบคุณทุกท่านเช่นกันมา ณ.โอกาสนี้ครับ





Real Gr' ประชาไท
ข้อมูลประกอบครับ โปรดใช้วิจารณญาน ..... (ไม่ยืนยัน)
.................

เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวทย์
ประนมเดชมอบดวงใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระ กลับเข้าช่วงชิง
จนได้รู้ความ จริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นดำเนตร
ใจสมัครสุนทรเวชจึงหมองใหม้

เฝ้าจงรักภักดีมิรู้คลาย
ขอกัดฟันลาตาย? ไม่ถวาย .......

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย (ผู้ประพันธ์)
มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยาของท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน

ถ้านี่เป็นกลอนของ สมัคร สุนทรเวช จริงก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งในแง่ประวัติชีวิตของสมัคร และ
การเมืองในมุมกว้างออกไป (ความเปลี่ยนแปลงของรอยัลยิสต์คน สำคัญ) แต่
ผมเกรงว่า นี่จะไม่ใชกลอนของสมัคร สุนทรเวช

(ก่อนอื่นขอให้สังเกตว่า บรรทัดที่ 3 น่าจะคัดลอกมาผิด เพราะไม่ครบ 8 หรือ 9 พยางค์ ตามสไลต์ชอง
กลอนบรรทัดอื่น (ถ้าเป็นนักแต่งกลอนสมัยใหม่ กลอนแปดอาจจะมีเพียง 6-7 พยางค์ ในบางบรรทัดได้
แต่นี่ ไม่เข้ากับกลอนส่วนอื่นๆ) - ดูเรื่องนี้ข้างล่าง) และเมื่ออ่านเนื้อหาแล้ว ผมก็ไม่คิดว่า น่าจะใช่ของ
สมัคร พูดง่ายๆแบบภาษาทีใช้กันแถวนี้คือ ผมไม่คิดว่าสมัคร จะมีอาการ"ตาสว่าง"ก่อนตาย ถึงเพียงนี้

เท่าที่ผมค้นดู ผมพบว่า อันที่จริง กลอนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ กลอน ของ จักรภพ เพ็ญแข ที่แต่งไว้อาลัย
สมัคร ดูตัวอย่างกลอนเต็มๆ ที่เว็บนี้ (ซึ่งคัดเอามาจาก Thai e-news อีกต่อหนึ่ง)

   หรือที่นี่ (ต้องใช้ proxy)   http://konthaiuk.com...pic=6045.0;wap2  

กลอนเต็มๆของจักรภพ นั้นตีพิมพ์ครั้งแรก
ที่ คอลัมน์ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ นสพ.ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่27(ศ.28พย.-พฤ.3ธค.52)
ขอให้สังเกตด้วยว่าในกลอนจักรภพ ฉบับเต็มๆ บรรทัดที่ผมคาดว่า คัดลอกมาผิดนั้นคัดลอกมาผิดจริงๆ
ของจริงต้องเป็น "แต่องค์พระกลับล้วงเข้าช่วงชิง" (ครบ 8 พยางค์)

แต่ปรากฏว่า ดูเหมือนจะมีการตัดเอาเฉพาะท่อนที่ยกมาในกระทู้นี้ไปเผยแพร่ต่อในลักษณะเหมือนกระทุ้นี้
คือมีการเขียนเพิ่มเติมว่า สมัคร แต่งแล้ว
"มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยาของท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน"

ผมพบที่นี่ เป็นต้น (ใช้ proxy)  http://groups.google...01429ac1aabff78 
หรือไปอ้างกันต่อ ที่นี่             http://groups.google...c0620f676a31eec

(ขอให้ส้งเกตว่า วรรค "แต่องค์พระ กลับเข้าช่วงชิง" คัดลอกมาตกหล่น เหมือนที่กระทู้คัดลอกมา
และไม่เหมือน กลอนฉบับเต็มของจักรภพ)

อาจจะเป็นไปได้ว่าสมัครแต่งจริง และ "มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยา" จริงแล้ว จักรภพ ทราบเข้า
จึงนำไปรวมอยู่ในกลอนที่ตัวเองแต่ไว้อาลัยสมัคร (เป็นเทคนิคทีนักกลอนบางคร้งใช้คือ quote บางส่วน
ของกลอนคนอื่น เข้าไว้ในกลอนตัวเอง เช่น ถ้าผมจะแต่งกลอนถึง จิตร ผมอาจจะใส่
"เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์..."
ที่จิตรแต่งเข้าไว้ด้วยก็ได้แต่โดยทั่วไป เทคนิคนี้ ถ้าใช้ มักจะมี "..."(เครืองหมาย quote ชัดเจน)แต่กลอน
จักรภพ ตามที่เผยแพร่ทาง Thai e-news ไม่เห็นมี)

แต่โดยส่วนตัว ผมยังไม่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้(ทีว่าสมัครแต่ง แล้วจักรภพไปได้มา เลยมารวมไว้ในกลอน
ตัวเอง)
ถ้าใครมีข้อมูลยืนยันได้กรุณาบอก จะขอบพระคุณอย่างสูง เพราะดังที่กล่าวว่า เรื่องนี้สำคัญในแง่
ประวัติชีวิตสมัคร
และในแง่ การเมืองของรอยัลลิสต์





บทสนทนา

somsuk akkarathikarn ถามในสมุดเยี่ยม http://rungsira-news.spaces.live.com
ขอความเห็นเกี่ยวกับบทกลอนคุณสมัคร..ส่วนตัวผมเห็นว่าบทกลอนนี้ไม่น่ามาจากคุณ สมัครเขียนแล้วยัด
ใส่มือคุณหญิง
ก่อนตาย แล้วคุณหญิงนำมาเผยแพร่ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ บทกลอนนี้เผยออกมา  โดยอ้างว่า
สมัครเขียนคนที่เผยหรือเขียน
แล้วอ้างว่าสมัครเขียนน่าจะรู้ว่าไม่เป็นผลดีกับสมัครแน่ แล้วสมัครก็ตายไป
แล้ว ไม่น่าทำท่านได้ .... ส่วนตัวก็ไม่ได้ชื่นชม
อะไรกันท่านนักหรอก แต่คิดตามที่เห็น!!!

rungsira รุ่งศิลา ตอบ
การที่ คุณหญิง สุรัตน์ สุนทรเวช ท่านมิได้ออกมาปฏิเสธอันใดในการนี้
ก็เป็นเหตุให้ เชื่อได้ว่าน่าจะมีมูล หรือคุณๆว่าอย่างไรครับ ผู้เสียหายโดยตรงที่ว่ากันว่าถูกกล่าวอ้าง
ท่านยังเฉยๆ
มิได้
เดือดเนื้อร้อนใจแก้ต่าง คนอื่นจะไปสงสัยหาความกระไรได้ ...ตรรกะผมง่ายๆไม่ซับซ้อน

somsuk akkarathikarn ถามในสมุดเยี่ยม http://rungsira-news.spaces.live.com
เหตุที่คุณหญิงไม่ได้ออกมาปฏิเสธนั้น หรือการนิ่งเฉยนั้นจะเป็นตรรกะในเชิงยอมรับนั้นก็หาได้ไม่ เพราะการ
อันนี้เผยในที่ๆหาได้เป็นที่สาธารนะชนอันควรไม่ การนิ่งเสียน่าจะเป็นผลดีมากกว่า แต่ก็ช่างมันเถิด เพียงแต่
ต้องการความคิดเห็นจากคุณ ไม่ได้ขัดแย้งเพื่อการอันใด


rungsira รุ่งศิลา ตอบ
พินัยกรรม “ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์” http://webboard.mthai.com/5/2007...
ข้อ2) "ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น" เทียบกับของท่านสมัคร "ขอกัดฟันลาตาย ไม่........"
การนิ่งคือการยอมรับครับ ในสังคมไทย และกม.ไทย ใชัระบบกล่าวหา เท็จจริงหรือไม่นั้นถ้ามีการกล่าวโทษ
คงเหนื่อยน่าดู แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเห็นว่า feeling ของครอบครัวทั้งสองท่าน ไม่แตกต่างกันนักจากตัวอักษรที่
นำออกเผยแพร่กันทั่วไป ส่วนจะเป็นอารมณ์โกรธ แค้น เกลียด ชิงชัง น้อยใจ จำยอม ก็สุดแท้แต่.. ผมไม่ขอ
ก้าวล่วงวิจารณ์ครับ

ท่านที่สงสัย ลองพิจารณาเอานะครับว่า พณ ท่านสมัคร สุนทรเวช เขียนเอง
                        หรือ คุณจักรภพ เพ็ญแข เขียนแปลงสาร
หรือผู้ใดผู้หนึ่ง แปลงมาจากบทกลอนของ คุณ จักรภพ  เพ็ญแข

    


 






กลอนแปดหรือกลอนสุภาพจำนวน ๑๔ บทนี้
ผม-นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้เขียนขึ้นเอง

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า

กลอนนี้ผม-นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้เขียนขึ้นเองใครก็ตามที่นำงานเขียนชิ้นนี้ไปปรับเปลี่ยนแก้ไข
เขาคนนั้นคงต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า อดีตนายกรัฐมนตรีผู้แสดงความมั่นคงทางความคิดต่อระบอบ
ราชาธิปไตยของไทยมาตลอดชีวิต ได้เกิดความแตกหักทางความคิดในบั้นปลาย และได้ระบายความ
รู้สึกนั้นผ่านกลอนชิ้นนี้..ในแง่เจตนาแล้วถือว่าดี

แต่ในเชิงกลอนแล้ว ต้องย้อนกลับไปฝึกพื้นฐานกันใหม่เล็กน้อย

ถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้แต่งกลอนชิ้นนี้ แต่ผมขอประกันด้วยเกียรติของนักประชาธิปไตย
คนหนึ่งว่า ความรู้สึกในใจของท่านในบั้นปลายคงไม่ต่างไปจากคำพรรณนาในกลอนชิ้นนี้นัก

โดย จักรภพ เพ็ญแข

    ครั้งแรกที่ผมเห็นกลอนที่มีผู้อ้างว่าเขียนโดย ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ผู้ล่วงลับ และ
มีเรื่องเล่าแถมด้วยว่าท่านได้แต่งไว้ก่อนถึงแก่อสัญกรรมไม่นาน  เขียนแล้วก็ใส่มือคุณหญิงสุรัตน์ฯ
ผู้เป็นภรรยาเสมือนจะฝากไว้ในแผ่นดิน ผมรู้สึกอยู่ในใจว่าช่างผูกเรื่องกันเก่งจริง

ช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองเข้มข้นครึกครื้นยิ่ง ผมจึงเก็บข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไว้ในใจ  ไม่อยาก
ออกมาอธิบายว่าแท้ที่จริงกลอนแปดชิ้นนี้มีที่มาอย่างไร และสั่งทีมงานทุกคนที่รู้เห็นให้เก็บเงียบไว้
ด้วย  การเปลี่ยนครรลองการเมืองในภาพใหญ่ของไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมาเป็นเป้าหมาย
ที่ผมต้องการมากกว่าสิ่งใดๆแม้แต่เรื่องที่เคยสำคัญต่อผมมากสมัยที่เป็นสื่อมวลชนและนักวิชาการ
อย่างเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เหมือน “กรณีกลอนสมัคร” นี้

แต่แล้วเรื่องนี้ก็ไม่จบ มีผู้เข้ามาร่วมถกเถียงและอ้างเป็นผู้รู้กันมากมาย ซึ่งผมได้อ่านและวางเฉยอยู่
ต่อมาความเห็นเริ่มแปลกประหลาดในทำนองว่าผมเป็นผู้ไปนำกลอนของท่านมาปรับปรุงแต่งเติมให้
เป็นกลอนของตนเองและนำออกมาเผยแพร่ จะเพราะอยากเด่นดัง หรือมีอุปนิสัยฉวยโอกาสอย่างไร
ผู้แสดงความเห็นท่านก็ไม่ได้พูดหรือเขียนออกมาตรงๆ แต่ผมก็เริ่มรู้สึกว่า เรื่องนี้ชักจะไปไกลกันเกิน
ไปหน่อยแล้วยิ่งภายหลังผู้นำทางความคิดอย่าง ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกมาถามหาข้อเท็จจริง
ด้วย

เรื่องธรรมดานี้ก็ชักจะเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา ผมจึงคิดว่าต้องออกมาชี้แจงเล็กน้อย เพื่อความซื่อสัตย์
ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของปัจเจกชนคนใด

กลอนแปดหรือกลอนสุภาพจำนวน ๑๔ บทนี้ ผม-นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นผู้เขียนขึ้นเอง โดยได้แรง
บันดาลใจที่เกิดขึ้นทันทีที่รู้ข่าวว่า ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีถึงแก่อสัญกรรม  ในขณะนั้น ผมมีพื้นที่ที่ตี
พิมพ์งานร้อยกรองอยู่หนึ่งคอลัมน์ในนิตยสารการเมือง “ ไทยเรดนิวส์ ” ภายใต้การบริหารของ ผู้อำ
นวยการและบรรณาธิการ ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น คอลัมน์นี้ชื่อ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ” และผมได้ใช้ชื่อ
จริงในการเขียนตั้งแต่กลอนชิ้นแรก จนถึงวันที่นิตยสารนี้ถูกข่มขู่คุกคามจากฝ่ายรัฐจนต้องปิดตัวลง

ผมยังจำความรู้สึกในขณะที่เขียนกลอนชิ้นนี้ได้ดี ผมรู้สึกเศร้าสะเทือนใจแทนท่านนายกสมัคร จนน้ำ
ตาไหล ผมรู้สึกเสียใจที่ผู้คนส่วนหนึ่งในบ้านเมืองไม่เข้าใจบทบาทในบั้นปลายของท่าน ผมเห็นใจสิ่ง
ที่ท่านยึดถือเป็นสรณะในชีวิตแต่สุดท้ายกลายเป็นมายาให้ท่านได้เห็นต่อหน้า

ในฐานะที่ร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี โดยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งของท่าน  ผมมี
โอกาสได้เห็นหัวใจดวงใหญ่ของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ผมติดตามบทบาททางการเมืองมาตั้งแต่เป็นนักเรียน
นุ่งกางเกงขาสั้น ผมรู้ว่าท่านมิใช่คนที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ แต่ผมก็รู้ว่าท่านมีความดีงามมากพอที่
เราจะกราบไหว้รำลึกถึง โดยเฉพาะจุดยืนในขณะที่บ้านเมืองเข้าสู่ “การเมืองปลายรัชกาล”

การตัดสินใจทางการเมืองของท่านหลายครั้งสะท้อนว่า  ท่านเอาบ้านเมืองไว้ก่อนอย่างอื่น และ เอา
เกียรติคุณส่วนตัวไว้ในระดับต่ำสุด หรือไม่เอามาคิดเลยด้วยซ้ำ

กลอนทั้ง ๑๔ บทนี้ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ และน้ำตาผมก็ไหลในขณะที่เขียน ผมรู้ว่า
ผมคือผู้ลี้ภัยทางการเมือง คงจะไม่อาจไปร่วมเคารพศพท่านด้วยตัวเอง ความรู้สึกอาลัยรักจึงท่วมท้น
หัวใจเป็นทวีคูณ

ผลที่ปรากฏขึ้นคือ: คอลัมน์ ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ เรื่อง สมัคร สุนทรเวช


โดย จักรภพ เพ็ญแข


ณ แผ่นดินถิ่นนี้มีผู้ใหญ่                 ผู้เกรียงไกรใจถึงประหนึ่งสิงห์
ตอบสังคมสมศักดิ์รักความจริง       ไม่แอบอิงมายาเป็นอาภรณ์
มากศัตรูมากมิตรชีวิตชัด               รักษาชีพด้วยสัตย์เป็นอนุสรณ์
ผ่านถนนจนคุ้มทั้งลุ่มดอน             ครบวงจรอย่างผู้ใหญ่หัวใจจริง

“สมัคร สุนทรเวช” ท่านจากลับ        ย่อมมิใช่มืดดับทุกสรรพสิ่ง
ทุกร่องรอยตัวตนของคนจริง          ทุกครั้งนิ่งเงียบสงบพบปัญญา
ผู้แผ้วถางทางเองไม่เกรงขาม         ผู้ก้าวข้ามอุปสรรคที่ขวางหน้า
ผู้สร้างตัวไม่กลัวใครในนครา          ผู้จับมือมวลประชาร่วมท้าทาย

และเป็นผู้ผิดหวังครั้งใหญ่ยิ่ง           ผู้ที่ท่านยึดว่าจริงกลับห่างหาย
ผู้ใหญ่กลับสลับคู่เป็นผู้ร้าย             หัวใจท่านจึงสลายเพราะใจจริง
เสมือนสวมพระเครื่องอันเรืองเวทย์   ประณตเกศมอบหัวใจให้ทุกสิ่ง
แต่องค์พระกลับล้วงเข้าช่วงชิง        จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร              ใจ “สมัคร สุนทรเวช” จึงหม่นไหม้
นบนอบมาด้วยประชาธิปไตย          ก็สั่งให้กองทัพมากลับทาง ......... บทที่มีการนำไปปรุงแปลง
ยุให้คนผิดกฎหมายท้าทายรัฐ          ยุประชาธิปัตย์เข้าด้านข้าง
ยุให้ศาลเบือนบิดเข้าปิดทาง           และใช้ “บ่าง” สื่อมวลชนคนบริกร

นี่ล่ะหรือเสาหลักอันศักดิ์สิทธิ์          ภาพนิมิตกลับกลอกเป็นหลอกหลอน
นึกว่าว่านสมุนไพรแท้ใบบอน          นึกว่าจริงกลับละครย้อนดูตัว
แต่เกียรติยศแห่ง“สมัคร”จำหลักมั่น   ประชาชนทั้งนั้นท่านรู้ทั่ว
ถึงร่างลับดับขันธ์อย่าหวั่นกลัว         ความจริงจักปรากฏทั่วอย่ากลัวปลอม

พักเถิดครับ ท่านสมัคร โปรดพักผ่อน สิ่งที่ท่านสั่งสอนทั้งตรงอ้อม
จะนำมาปรับใช้จะไม่ยอม                ประชาธิปไตยแมวย้อมจะไม่เอา
ประชาชนได้เป็นใหญ่ใน “สมัคร”       เขาจึงรักแน่วแน่จนแก่เฒ่า
เผด็จการอำมาตย์ไทยเขาไม่เอา       ท่านคือเบ้าหลอมร่างสร้างผู้นำ

กราบวิญญาณ“ท่านสมัคร”ผู้รักชาติ    ผู้สร้างมาตรฐานไว้ไม่ตกต่ำ
หนุนประชาธิปไตยธงชัยนำ              สวนระบอบใจดำผู้อำพราง
ชาว“ประชากรไทย”รวมใจหวัง          มวล“พลังประชาชน”คนสืบสร้าง
จะสานต่อ“ท่านสมัคร”ผู้สร้างทาง      สละร่างทิ้งหัวใจให้บ้านเมือง.



--------------------------


หลายเดือนต่อมา หลังจากที่ระบอบศักดินา-อำมาตยาธิปไตยไทย ได้ใช้เล่ห์กลจัดตั้งรัฐบาลที่นำ
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาสวมแทนรัฐบาลของประชาชนแล้ว กลอนแปดชิ้นนี้ได้กลับมา
ปรากฏในโลกไซเบอร์อีกครั้งหนึ่ง แต่ในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปรไป นั่นคือถูกตัดทอนให้สั้นลง ถ้อย
คำถูกแก้ไขในบางส่วน และมีผู้เขียนคำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้:

“ สวมพระเครื่องอันเรื่องเวทย์
  ประนมเดชมอบดวงใจให้ทุกสิ่ง
  แต่องค์พระกลับเข้าช่วงชิง
  จนได้รู้ความจริงอันเจ็บใจ

  สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร
  ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหมองไหม้
  เฝ้าจงรักภักดีมิรู้คลาย
  ขอกัดฟันลาตาย
... ไม่ ......  "

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของประเทศไทย (ผู้ประพันธ์)
มอบให้ในอุ้งมือคุณหญิงภรรยาท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน”


ผมเชื่อว่าเจตนาของใครก็ตาม ที่นำงานเขียนชิ้นนี้ไปปรับเปลี่ยนแก้ไขเป็นเรื่องของความตั้งใจดี
เขาคนนั้นคงต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า  อดีตนายกรัฐมนตรีผู้แสดงความมั่นคง  ทางความคิดต่อ
ระบอบราชาธิปไตยของไทยมาตลอดชีวิต ได้เกิดความแตกหักทางความคิดในบั้นปลาย และได้
ระบายความรู้สึกนั้นผ่านกลอนชิ้นนี้ 

การที่ผู้แก้ไขใส่วงเล็บเอาไว้ตอนท้ายด้วยว่า “นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของ
ประเทศไทย (ผู้ประพันธ์)” เป็นความต้องการที่จะย้ำหัวตะปูว่ากลอนชิ้นนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี
เป็นผู้เขียนจริงๆ เพราะเจ้าตัวคงรู้ดีว่ากลอนนี้แท้ที่จริงมาจากไหนและใครเป็นผู้แต่ง

สำนวนเขียนที่ว่า “...มอบให้ให้อุ้งมือคุณหญิงภรรยาท่านไว้ก่อนสิ้นใจไม่นาน...” ก็เป็นการเขียนที่
เร้าใจ มีลักษณะอย่างที่ชาวละครคงเรียกว่า drama

ในเชิงกลอนนั้น ก็ต้องถือว่าผู้แก้ไขได้พยายามทำให้เนียนที่สุดแล้ว หากศิลปะกลอนนั้น  เป็นเรื่อง
ละเอียดอ่อนอยู่มาก หากจะสละเวลาเพื่อการวิจารณ์เชิงวรรณกรรมกันแล้ว ก็ต้องขอแสดงความเห็น
ไว้ตรงนี้ว่า:

“... สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร
  ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหมองไหม้
  เฝ้าจงรักภักดีมิรู้คลาย
  ขอกัดฟันลาตาย......ไม่ ........ ”

วรรคสองที่ลงท้ายว่า “...จึงหมองไหม้” นั้น ในทางกลอนแล้วจะต้องลงสัมผัสกับคำที่ใช้สระเสียงสั้น
เช่นเดียวกับสระไอในคำว่า “ไหม้” การข้ามไปใช้คำว่า “คลาย” ซึ่งเป็นคำที่ประกอบด้วยสระเสียงยาว
หรือ สระอา นั้นถือเป็นผิด หรืออย่างน้อยก็ทำให้ขาดความไพเราะ

ผู้แก้ไขคงจะอยากให้คำๆ นี้ไปรับกับวรรคที่ว่า “...ขอกัดฟันลาตาย...” ที่ตนหวังให้เป็นประโยคทอง
ชนิดที่คนปัจจุบันใช้คำว่า จบข่าวในแง่เจตนาแล้วถือว่าดี แต่ในเชิงกลอนแล้ว ต้องย้อนกลับไปฝึกพื้น
ฐานกันใหม่เล็กน้อย

ประโยคสุดท้ายที่อ้างนี้เองก็ขัดกับหลักการเขียนกลอน “ขอกัดฟันลาตาย...ไม่ถวาย.......”มีลักษณะ
ประดักประเดิดและเกินถ้อยคำของกลอน ๘ ไปอย่างน้อยหนึ่งพยางค์ เพราะประกอบด้วย ๑๐ พยางค์
ในขณะที่กลอน ๘ ที่ดีควรมีไม่เกิน ๙ พยางค์

หากจะปรับแต่งกันให้ได้ดั่งใจ ผมในฐานะที่เป็นต้นเค้าของกลอนชิ้นนี้ ขอเสนอใหม่ เฉพาะในบทนี้ว่า:

“ สิ่งที่สูงกลับต่ำนั้นตำเนตร
  ใจสมัคร สุนทรเวชจึงหม่นไหม้
   เฝ้าจงรักภักดีพลีหัวใจ
   แม้ชาติหน้าฟ้าใหม่... เลิกให้พร ”


ในฐานะที่เป็นผู้แต่งกลอน “สมัคร สุนทรเวช” เพื่อแสดงความรักอาลัยต่อท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ผม
ก้มกราบได้ทุกเมื่อ ผมขออธิบาย “กรณีกลอนสมัคร” ไว้เพียงเท่านี้

เรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องเจตนาดี ไม่ควรให้เป็นความขัดแย้ง ระหว่างพวกเราชาวประชาธิปไตยเป็นอัน
ขาด  ผมขอมอบกลอนชิ้นนี้เป็นสมบัติสาธารณะ  เพื่อการรณรงค์ต่อสู้ของพวกเราต่อไป  ถึงท่าน อดีต
นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้แต่งกลอนชิ้นนี้ แต่ผมขอประกันด้วยเกียรติของนักประชาธิปไตยคนหนึ่งว่า ความ
รู้สึกในใจของท่านในบั้นปลายคงไม่ต่างไปจากคำพรรณนาในกลอนชิ้นนี้นัก

ใครที่ยังสงสัย ยังมีบุคคลอีก ๒ คนให้ท่านไปหาทางถามได้ ท่านที่หนึ่ง คือ  คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช
เพราะท่านถูกนำมาอ้างว่ารับกลอนชิ้นนี้ไว้ สามารถไปถามท่านได้ว่าได้รับกระดาษเขียนกลอนไว้จริงหรือ
ไม่ อีกท่านหนึ่งคือ ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง  ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ และบรร
ณาธิการบริหาร นิตยสารไทยเรดนิวส์  ผู้กรุณารับพิมพ์งานเขียนชิ้นนี้ไว้ตั้งแต่ต้น

ขอให้ดวงวิญญาณของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้สถิตในสุคติ และขอให้การกระทำในช่วงปลายชีวิต
ของท่าน ได้มีผลดลใจให้ขบวนประชาธิปไตยของเรา กลับมาตั้งสติได้เหมือนกับตัวท่าน จนเราเดินสู่หลัก
ชัย แห่งระบอบประชาชนได้โดยเร็วด้วยเทอญ.

วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔



วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เธอรู้ว่าใครสั่งยิงพ่อ แต่น่าเสียดายที่เธอบอกว่าพูดไม่ได้

html tracking
จำนวนเข้าชม

ได้สัมภาษณ์ น้องเดียร์ ลูกสาว เสธ.แดง ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ตอนหนึ่งเธอกล่าวกับ มติชน ว่า
**แต่ มาวันนี้หลังจากที่คุณพ่อโดนลอบ ยิง
เธอรู้สึกเลยว่าการเมืองมันน่ากลัว น่ากลัวมาก
เธอไม่เคยคิดเลยว่า อำนาจมันสำคัญกับคนๆหนึ่งขนาดนั้นเลยหรือ
สำคัญขนาดว่าเขาสั่งฆ่าคนๆหนึ่งได้ ฆ่าพ่อของลูก ลูกที่ไม่มีใครอีกแล้ว
**
และอีกตอนหนึ่งเธอกล่าวว่า
**แม้จะรู้ว่าใครลอบยิงพ่อ แต่เธอก็ไม่อาจพูดออกมาได้
ไม่รู้นะว่าใครยิงพ่อ แต่ถ้าเขายิงพ่อและทำให้เขาสลายการชุมนุมได้
ก็ถือว่าเขาทำสำเร็จ
**
เธอบอกว่าเธอรู้ ว่าใครสั่งยิงพ่อ แต่น่าเสียดายที่เธอบอกว่าพูดไม่ได้
มันเป็นคำพูดที่กระตุ้นต่อมอยากรู้ของเราให้วิ่งพล่านหลังจากอ่านจบ
อยากรู้จริงๆค่ะน้องเดียร์ว่า **ใครสั่งยิงพ่อของหนู**
และอยากรู้ต่อไปว่า....
ทำไมเขาจึงกล้าสั่งฆ่าคนโดยไม่กลัวความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง
และที่แย่กว่านั้น ทำไมเขาจึงไม่กลัวบาปกลัวกรรมตามสนองเขาเลย
payai97 ประชาไท


น้องเดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล และ คุณอ้น-วัช เรศร วิวัชรวงศ์
เพื่อน ร่วมรุ่น ของน้องเดียร์

http://www.tnews.co.th/html/userfiles/image/Local%20news/taksinsedang.jpg
น้องแดง และ พี่แม้ว เพื่อนต่างรุ่น รร.เตรียมทหาร
ซึ่งน้อง แดงต้องโดนลอบยิงตายเพราะสนิทกับพี่แม้ว
เพื่อนรุ่นเดียวกัน โรงเรียนติวเข้า รร.เตรียมทหาร
แต่สอบเข้าได้  ... ไม่ ได้เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ว่ะ

click to zoom
















ไอ้นายกส้นตีน..พา ประเทศเข้าสงครามเหมือนเล่นวอร์เกมส์ แค่หมั่นใส้
อิจฉา ส่วนตัว ความผิดของมึง ถ้าทำแพ้สงคราม ประชาชนจะแขวคอแบบ
        มุสโสลินี พาอิตาลีเแพ้สงคราม มันนึกว่าเวลารบกันเหมือนเล่นขายของ

                                                 ..... วาทะ เสธฯแดง
 

ใครที่ยิง เสธฯแดง ต้องพยายามส่องดูเงาหัวตัวเองในกระจกไว้บ่อยๆ

ส่วน อ้าย และอี ที่ เป็นต้นคำสั่ง ไม่ต้องใช้กระจกเพราะประชาชนเขาส่องเห็นหมดแจ้งแล้ว



https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjAx2iA-gil4TPmIG2y9wGRG20X42VBpK57kgzDcEGJoeXRtoTxHvbROMIdRDVUqyeofNm6XQetAWZfLmSUeEn1DwXQzz15gH3yJN0DmoE9sR2Kezbhkiuxmn5LRyhUIh8C-angGjMAMGi3/s1600/1.jpg

สาเหตุที่ เสธฯของพวกแดง ต้องตาย